สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
เว็บบอร์ดทนายความคดีอาญากรณีที่จะขอของกลางคืนจากศาลได้
ผู้เขียน : นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : กรณีที่จะขอของกลางคืนจากศาลได้อ่าน 541 / ความคิดเห็น 0
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
หัวข้อ : กรณีที่จะขอของกลางคืนจากศาลได้
5/10/2558 14:32:00

๑)โทษริบทรัพย์มีสองกรณีคือ


๑.๑)ทรัพย์ที่ต้องริบ คือ  ทรัพย์ที่ทำหรือมีไว้เป็นความผิดคือ ทรัพย์ที่เป็นความผิดอยู่ในตัว เช่น ทำหนังโป๊ หรือ มียาเสพติดในครอบครอง ปืนไม่มีทะเบียน และทรัพย์ที่ให้เพื่อทำผิดหรือเป็นรางวัลในการทำผิด คือ ทรัพย์ที่เกี่ยวกับสินบนต่างๆ


๑.๒)ทรัพย์ที่จะริบหรือไม่ก็ได้ตามดุลยพินิจศาล ถ้าศาลเห็นว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ ,มีไว้ใช้,ได้มาโดยทำผิดก็จะสั่งริบ  แต่อย่างไรก็ดีหากศาลเห็นว่าเป็นทรัพย์ที่ไม่ ใช้ ,มีไว้ใช้,ได้มาโดยทำผิด ศาลก็จะส่งไม่ริบ  


  • ๑.๒.๑ กรณีไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ ,มีไว้ใช้,ได้มาโดยทำผิด เช่น ยานพาหนะที่ใช้เฉพาะรับส่งผู้ทำผิด  , ทีวีที่ดูมวยข้อหาพนันมวยตู้ ,ตั๋วจำนำที่นำทรัพย์ที่ปล้นได้มาไปจำนำไว้ข้อหาปล้นทรัพย์ ,รถยนต์ที่ใช้ขับพาผู้หลบหนีเข้าเมืองหลบหนีในข้อหา รู้ว่าหลบหนีเข้าเมืองแต่ให้ที่พำนัก ,ทรัพย์ที่มีความผิดในข้อหา ,ความผิดที่ไม่ได้รับอนุญาตในข้อหาต่างๆ,ความผิดในข้อหาไม่ปิดป้ายฉลากสินค้าต่างๆ กรณีนี้ศาลจะสั่งไม่ริบ

 

  • ๑.๒.๒ กรณีถือว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้ ,มีไว้ใช้,ได้มาโดยทำผิด รถที่ขับไปรับเงินที่ข่มขู่ผู้เสียหายในข้อหาชิงทรัพย์ หรือ ขับรถไปยิงผู้เสียหายในข้อหาพยายามฆ่าหรือขับรถไปชนรถผู้เสียหายข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ดัดแปลงรถเพื่อนำยาเสพติดมาซุกซ่อนข้อหา ครอบครองยาเสพติด นำยาเสพติดไปกับรถด้วยข้อหาจำหน่ายยาเสพติด ,รถยนต์ที่บรรทุกของหนักเกินกฎหมายกำหนดข้อหาบรรทุกเกินกฎหมายกำหนด , รถที่ใช้ในการแข่งขันบนถนน ,เงินทอนที่ผู้ทำผิดได้รับมาเพราะจำหน่ายยาเสพติด กรณีนี้ศาลจะสั่งริบ


๒). ขอคืนของกลาง


การขอคืนของกลางจะมีได้เฉพาะทรัพย์ในข้อ ๑.๒.๒ เท่านั้น มีหลักเกณฑ์ดังนี้


๒.๑)ต้องมีการฟ้องคดีเกิดขึ้นแล้ว (กรณียังไม่ฟ้อง ต้องขอคืนกับพนักงานสอบสวนหรืออัยการโดยหาทรัพย์อื่นๆมาเป็นประกันแทน)


๒.๒)ต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาสั่งให้ริบทรัพย์


๒.๓)ผู้ขอคืนได้ต้องเป็นเจ้าของที่จริงซึ่งไม่รู้เห็นด้วยในความผิด 


  • ๒.๓.๑ ผู้ขอคืนได้ เฉพาะ(จำเลยในคดีขอคืนไม่ได้เพราะมีช่องทางต่อสู้คดีให้พ้นผิดได้อยู่แล้ว)



  • ๒.๓.๒เจ้าของที่แท้จริงคืออาจเป็นเจ้าของรวมด้วยก็ได้แต่ต้องเป็นเจ้าของอยู่ตราบจนจบกระบวนการขอคืนของกลางเสียก่อน ซึ่งหลักของเป็นเจ้าของนี้ถือเอาตามหลักกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามแต่ละเรื่องไป ไม่ได้ถือเอาเรื่องจดทะเบียนเป็นหลักแต่อย่างใด และกรณีที่มีการโอนทรัพย์ผู้รับโอนคนใดรับโอนมาก่อนที่จะพ้นกำหนดขอคืนได้ผู้รับโอนนั้นจึงจะมีสิทธิขอคืนได้



  • ๒.๓.๓ ไม่รู้เห็นเป็นใจในความผิดคือ เจ้าของที่แท้จริง ไม่ได้ รู้เห็น ยินยอม ช่วยเหลือ สนับสนุน ให้มีการนำทรัพย์ไปทำผิด นอกจากนี้ยังหมายความรวมถึงผู้ที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะมีการเอาทรัพย์ไปทำผิด แต่ก็ยังปล่อยให้มีการเอาทรัพย์ไป เช่น พ่อรู้ว่าลูกชอบเอารถไปขับแข่งรถ แต่ก็ยังให้ลูกเอารถไปขับได้ ทั้งนี้หลักการรู้เห็นเป็นใจนี้ ถือตามการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าของทรัพย์เท่านั้น


๒.๔) ต้องขอคืนใน ๑ ปี นับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด โดยจะขอคืนในระหว่างคดีหลักยังพิจารณาอยู่ก็ได้ แต่ศาลจะมีคำสั่งเมื่อคดีหลักพิจารณาเสร็จแล้ว


๒.๕) ต้องเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต  


  • ไม่สุจริต เช่น


-ครบกำหนดเช่าซื้อแล้ว แต่ยังให้ผู้ทำผิดครอบครองทรัพย์ทั้งๆที่ผิดนัดจ่ายค่างวดและยังไมได้ฟ้องคดีแพ่งก่อนยื่นคำร้องขอคืนของกลาง


-ครบกำหนดเช่าซื้อแล้ว แต่ยังให้ผู้ทำผิดครอบครองทรัพย์โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในทางนำสืบของผู้ร้องว่าผู้เช่าซื้อได้เคยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่ผู้ร้องแต่อย่างใด


-รู้ว่าทำผิดแต่ยังทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้ทำผิดมาขอรถคืนจากพนักงานสอบสวน โดยมิได้ดำเนินการบอกเลิกสัญญาแก่ผู้เช่าซื้อ  และรับเงินค่างวดหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอคืนทรัพย์แล้ว


  • สุจริต เช่น


-ข้อเท็จจริงปรากฏแค่ว่าไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญาเท่านั้นยังไม่พอฟังว่าใช้สิทธิไม่สุจริต


-เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ก็มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคดีนี้

 



 
Online:  9
Visits:  2,355,245
Today:  324
PageView/Month:  15,049