สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
49tjf49edf:tContent:ContentUID
edf40wrjww2tContent:Content_Data
เว็บบอร์ดทนายความคดีอาญาความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
ผู้เขียน : นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อ่าน 1495 / ความคิดเห็น 1
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
หัวข้อ : ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
18/1/2558 11:12:00

ลักทรัพย์ (เอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวม อยู่ด้วยไปโดยทุจริต) 

-ทรัพย์คือวัตถุมีรูปร่าง

ถาม  กรณียืมรถเพื่อนไปใช้ชั่วคราวโดยไม่ได้ขออนุญาต ต่อมาเมื่อใช้เสร็จแล้วนำมาคืนเพื่อน ผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ การที่ตั้งใจเอามาคืนตั้งแต่ตอนแรกแล้ว ถือว่าไม่มีเจตนาทุจริต(แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้)แต่อย่างใด ไม่ผิดข้อหานี้

ถาม  กรณีข้างต้น หากเป็นการเอาไปเพราะเข้าใจผิด ต่อมานำมาคืน ผิดหรือไม่

ตอบ   ไม่ผิดเช่นกันถือว่าไม่มีเจตนาทุจริต(แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้)แต่อย่างใด

ถาม  เช่าบ้านแต่ขโมยฝาบ้านไปขาย ผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ  เนื่องจากการเช่าบ้าน ถือว่า ผู้ให้เช่ามอบให้ผู้เช่าครอบครองบ้านอย่างอสังหาริมทรัพย์แทนเท่านั้น มิได้มอบการครอบครองให้ผู้เช่าในแบบสังหาริมทรัพย์เช่นฝาบ้าน เมื่อผู้เช่าเอาไปขาย ย่อมผิดข้อหานี้(กรณีที่มีการมอบการครอบครองทั้งหมดแล้ว อาจผิดยักยอกได้)

 

วิ่งราว(ลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า) 

-ฉกฉวยคือ หยิบ จับ ดึง กระชาก  ตัวทรัพย์

-ทรัพย์ที่ถูกวิ่งราวต้องอยู่กับตัวหรือใกล้ตัวผู้เสียหาย

-ผู้ที่ถูกวิ่งราว ต้องรู้ตัวว่าตนเองถูกวิ่งราว(เพราะมีการ หยิบ จับ ดึง กระชาก  ตัวทรัพย์

 

ชิงทรัพย์ ลักทรัพย์โดยขู่ว่าในทันใดนั้นจะทำร้าย

ถาม  โมโหภรรยา หนีเที่ยว จึงขู่ว่าถ้าไม่เอากุญแจรถมาให้จะถูกแทง ภรรยากลัวเลยให้ไป จากนั้นจึงนำกุญแจของภรรยาไปทิ้ง ผิดชิงทรัพย์หรือไม่

ตอบ  ไม่ผิดเพราะไม่มีเจตนาเอาทรัพย์ไป อันจะเป็นความผิดลักทรัพย์ได้ เมื่อไม่ผิดลักทรัพย์ จึงไม่ผิดชิงทรัพย์ด้วยเพราะ ข้อหา ลักทรัพย์เป็นองค์ประกอบความผิดของข้อหาชิงทรัพย์อยู่ในตัว

ถาม  ก.โมโห  ข. จึงดักต่อย ข. เมื่อต่อยแล้ว ก.เกิดเห็นว่า ข. มีโทรศัพท์ จึงขู่ว่าให้เอาโทรศัพท์มา ไม่อย่างงั้นจะถูกต่อยอีก ผิดชิงทรัพย์หรือไม่

ตอบ  ก.ไม่มีเจตนาจะลักทรัพย์แต่แรก จึงไม่ผิดชิงทรัพย์ แต่อาจผิด ทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ได้

ถาม  กรณีเดียวกัน หาก ก.ไม่รู้จัก ข.มาก่อน ต่อมา ก.ขู่ ข.ให้ มอบโทรศัพท์ให้ ก.ผิดชิงทรัพย์หรือไม่ และหากข้อเท็จจริงเป็นว่า ข.ทำโทรศัพท์ตก ก.เห็นจึงไปหยิบมา ข.ตามมาเห็นจึงขอคืน แต่ ก.ขู่ ข.ว่าต้องปล่อยให้ ก.หนีไปไม่งั้นเจอแทง ก.ผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ กรณีแรกผิดเพราะ ก.เห็นโทรศัพท์แล้วจึงเกิดเจตนาทุจริต เมื่อมีการขู่ด้วย จึงผิด ชิงทรัพย์ กรณีสอง ผิดเพราะ มีเจตนาเอาโทรศัพท์ที่ตกอยู่ เมื่อมีการขู่ด้วย ย่อมผิดเช่นกันกับกรณีแรก

ถาม  หากมีการขู่ว่า ในหาเงินมาให้คนขู่ สิบล้าน ใน ๑ อาทิตย์ ถ้าหาไมได้จะมายิงทิ้ง ผิดชิงทรัพย์หรือไม่

ตอบ  ไม่ผิดเพราะไม่เป็นการขู่ว่าจะลงมือในทันที

 

ปล้นทรัพย์ (ชิงทรัพย์ โดย โดยลงมือทำร่วมกัน ๓ คนขึ้นไป) 

-ข้อหานี้ ต้องมีการทำผิดลักทรัพย์ และชิงทรัพย์ มาก่อน มิฉะนั้นจะไม่เข้าองค์ประกอบของข้อหานี้

-ในความหมายของข้อหานี้คือ การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีการขู่ว่าในทันใดจะมีการทำร้าย โดยลงมือทำร่วมกัน ๓ คนขึ้นไป ส่วนพฤติการณ์ในการทำผิดนั้น พิจารณาจากข้อหา ลักทรัพย์และชิงทรัพย์ได้เลย

 

รับของโจร ช่วยรับเอาไว้ซึ่งทรัพย์ที่ได้มาจากการทำผิด ข้อหาลักทรัพย์ วิ่งราว  กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก เจ้าพนักงานยักยอก

ถาม  รับซื้อของเก่า วันหนึ่งมีคนมาขาย รถมอเตอร์ไซค์มือสองราคา ๑๐,๐๐๐ บาท เห็นว่าราคาดี จึงรับซื้อโดยไม่มีคู่มือจดทะเบียนหรือบัตรประชาชน ผู้ขายให้ไว้ ผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ ผิดการซื้อขายที่สมควรทำคือ ขอดูเอกสารประจำรถและประจำตัวคน ขาย พร้อมสอบถามที่มาของทรัพย์ที่จะขาย  หากไม่มีเอกสารหรือแสดงไมได้ว่าได้ทรัพย์มาอย่างไร และรับรับซื้อในราคาต่ำเกินไป ย่อมส่อพฤติการณ์ว่ารู้ว่าของที่นำมาขายนั้นเป็นของที่ได้มาจากการทำผิดกฎหมาย

ถาม  กรณีมีคนขโมยแหวนมาขาย แล้วมีคนรับซื้อไป ต่อมาคนรับซื้อเอาไปขายได้เงินมาให้เรา เราผิดรับของโจรหรือไม่

ตอบ   ไม่ผิดเพราะแหวนที่ถูกขโมยมาได้เปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์อื่นไปแล้ว

 

กรรโชก(ข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่น ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือ โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือ ทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือของบุคคลที่สาม) 

ถาม  ตบหน้า  เจ้าของร้านอาหาร และบอกว่าค่าอาหาร มื้อนี้ไม่จ่ายผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ   เมื่อ มีการใช้กำลังทำร้าย เพื่อให้ได้ไม่ต้องจ่ายค่าอาหาร ย่อมผิดข้อหานี้

ถาม  ขู่ว่าจะเผารถ หากไม่ลดราคาโทรศัพท์ที่ต้องการให้ ผิดข้อหานี้หรือไม่

ตอบ  เมื่อมีการขู่และได้รับลดราคา ย่อมผิดข้อหานี้

 

รีดเอาทรัพย์(ข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่น ได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผย ความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย) 

-ความผิดข้อหานี้ คือ การแบล็คเมล ตามที่เรารู้จักกัน

-ความลับ อาจจะเป็น ข้อความ รูปภาพ คลิปวีดีโอ เอกสาร ฯลฯ ก็ได้

-ความลับ คือ เรื่องราว ที่ปกปิดไม่เปิดเผยต่อคนอื่นทั้งหมด ยกเว้นเจ้าของ หรือบางทีอาจจะเปิดเผยกับแค่บางคนหรือปกปิดแค่บางคนเท่านั้นก็ได้(เป็นความเห็นส่วนตัวผู้เขียน)

 

ฉ้อโกง  หลอกลวง ทำให้ได้ทรัพย์ไป 

-           พฤติการณ์หลอกลวง อาจเป็นการกระทำใดๆก็ได้เพื่อให้ผู้ถูกหลอกทราบข้อมูลในปัจจุบันอันเป็นเท็จ หรือนิ่งเฉยไม่บอกความจริงเมื่อตนมีหน้าที่ต้องบอก

-           การพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต แม้เมื่อถึงเวลาแล้ว ไม่มีเหตุการณ์ตามที่กล่าวเอาไว้เกิดขึ้นจริงก็ไม่ผิดฉ้อโกง

-           กรณีมีการทำสัญญาทางแพ่งขึ้นมาก่อนมีการหลอกลวงก็อาจผิดฉ้อโกงได้ หากคนหลอก มีพฤติการณ์ตั้งใจมาหลอกแต่แรก เช่นเล่นแชร์และทำสัญญาไว้ ต่อมานำเงินค่าแชร์หนีไป โดยมีหลักฐานว่า คนเอาเงินไปไม่มีรายได้มาจากที่ไหน ที่จะเปียแชร์ต่อไปได้ และหลบหนีไป  พฤติการณ์ที่รู้ตนเองอยู่ว่า ถึงได้เงินมาก็ไม่มีค่าเปียแชร์ต่อไป แต่ก็เอาเงินมาและหลบหนีไป แสดงออกถึงเจตนาทุจริตตั้งใจมาหลอกแต่แรกแล้ว

-           ความแตกต่างระหว่าง ฉ้อโกง และฉ้อโกงประชาชนคือ ฉ้อโกงต้องแจ้งความหรือฟ้องคดีใน ๓ เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้ทำผิด และสามารถยอมความได้ ส่วนฉ้อโกงประชาชนต้องแจ้งความหรือดำเนินคดีฟ้องใน ๑๐ ปี นับแต่วันที่ทำความผิด

-           -พฤติการณ์ของความแตกต่าง (พิจารณาจากพฤติการณ์ในการหลอกลวงว่า หลอกเฉพาะบุคคลหรือกลุ่มบุคคล หากเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล  ย่อมเป็นฉ้อโกง เช่น นาย ก.ต้องการได้เงิน จึงไปหลอก ข. ว่าตนเองมีที่ดินจะขาย และขอเงิน ข.เป็นค่ามัดจำ ข.จึงมอบเงินให้ไป  แต่หากหลอกลวงประชาชนทั่วไปไม่จำกัดบุคคลหรือกลุ่มบุคคล บุคคลใดๆก็ตามย่อมเป็นฉ้อโกงประชาชน เช่น นาย ก.ต้องการได้เงินจึงปักป้ายประกาศหน้าที่ดินของ คนอื่น ว่าต้องการขายที่ดิน หากใครต้องการซื้อให้นำเงินมาวางมัดจำ ต่อมามีคนต้องการซื้อจึงนำเงินไปให้ นาย ก.

 

โกงเจ้าหนี้ ( เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือผู้อื่นได้รับชำระหนี้ โดยรู้ว่าเจ้าหนี้นั้นจะใช้สิทธิทางศาลจึง โอน หรือ ย้าย หรือแกล้งเป็นหนี้)

-           ต้องเป็นหนี้ถูกต้องกันตามกฎหมาย แม้หนี้ไม่ได้ทำตามแบบที่กำหมายกำหนด แต่เป็นหนี้กันจริงๆก็เข้าข้อหานี้

-           จะใช้สิทธิทางศาล คือ แค่ทราบว่าเจ้าหนี้จะฟ้อง แล้วดำเนินการโอน ย้าย เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ก็ผิดแล้ว ในทางปฎิบัติถือเอา วันที่ได้รับหนังสือทวงถามเป็นเกณท์ ว่าจะถูกฟ้อง หรือ ได้รับข้อความแจ้งเตือนว่าจะถูกฟ้อง

-           การโอนย้าย เพื่อดำเนินการทางธุรกิจ หรือ ใช้หนี้เจ้าหนี้ ไม่ผิดข้อหานี้

-           ข้อหานี้นอกจาก เอาผิดกับลูกหนี้แล้วยังเอาผิดกับ  ผู้โอน , ผู้รับโอน หรือแกล้งเป็นเจ้าหนี้ ด้วย

 

ยักยอก  ครอบครองทรัพย์ผู้อื่น แล้วเบียดบังไปโดยทุจริต

-           กรณีนี้แม้เป็นเจ้าของร่วมกัน หากเบียดบังส่วนของคนอื่นที่ตนเอง ครอบครองอยู่ก็ผิด

-           พฤติการณ์ เช่น นำรถที่ยังผ่อนไม่หมดไป ขายฝากหรือจำนำ กับเต็นรถหรือไฟแนนส์

-           การไม่มอบทรัพย์คืนเมื่อถูกร้องขอจากเจ้าของ โดยอาศัยเหตุจากสัญญา หรือเหตุที่อ้างได้ตามกฎหมายอื่นๆเช่น ต้องการจะใช้สิทธิทางศาลเพื่อแย่งการครอบครอง ไม่ผิดข้อหานี้

-           ผู้จัดการมรดก ผิดข้อหานี้บ่อยๆ

 

บุกรุก เข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ของผู้อื่น

-เป็นความผิดเมื่อเข้าไปรบกวนในทางกายภาพของทรัพย์ นั้นมิใช่เป็นการครอบครองทางทะเบียน

-ผิดสำเร็จเมื่อเข้า ครอบครอง ดังนั้น วันที่เข้าครองครองจึงเป็นวันทำผิด ส่วนวันต่อมาที่เข้าครอบครองต่อเนื่องมา ไม่ใช่วันทำผิด และต้องแจ้งความใน ๓ เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวแต่ต้องฟ้องคดีไม่เกิน ๑๐ ปี นับแต่วันทำผิด

-กรณีเป็นคดีความโต้แย้งกรรมสิทธิ์กันอยู่ แล้วเข้าไป ไม่ผิดข้อหานี้

-กรณีเป็นผู้ให้เช่าอาจผิดข้อหานี้ได้ หากสัญญาไมได้ระบุให้อำนาจเข้าไปในทรัพย์ที่ให้เช่าได้

 

บุกรุก เข้าไปในเคหสถาน โดยไม่มีเหตุสมควร หรือไม่ยอมออกไปเมื่อผู้มีสิทธิไล่ได้ไล่ให้ออก

-           เหตุสมควรเช่น เข้าไป ทวงหนี้ , ตกลงปัญหา หรือ ผู้ที่อยู่อาศัยในเคหสถานนั้น เรียกเข้าไป ในเวลาปกติของแต่ละพฤติการณ์นั้นๆ

-           กรณีได้รับอนุญาตให้เข้าไปเพื่อทำการใดๆ แต่ได้ไปทำอีกอย่างหนึ่ง หรือได้รับอนุญาตให้เข้าไปเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่รุกล้ำส่วนที่ไมได้รับอนุญาต ผิดข้อหานี้

-           กรณีเข้าไปโดยมีเหตุสมควร แต่ต่อมาผู้มีสิทธิไล่ได้ไล่ให้ออก แต่ไม่ออกไปผิดข้อหานี้

 

ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้เสียหายซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น

-พฤติการณ์ เช่น โมโห คนจอดรถขวาง จึงใช้เงินเหรียญขูดสีรถ หรือใช้น้ำมันเบรกราดรถ ฯลฯ 



 
Online:  9
Visits:  2,385,816
Today:  28
PageView/Month:  6,649