สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
ผู้เขียน : nplegalserviceทนายความ นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : การค้าระหว่างประเทศอ่าน 3371 / ความคิดเห็น 0
รูปประจำตัว
nplegalserviceทนายความ นวพล ผ่องอำไพ
  • 4 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 2 พฤษภาคม 2555
รูปไอคอน
หัวข้อ : การค้าระหว่างประเทศ
26/2/2556 10:02:00

 

เลตเตอร์ออฟเครดิต

 

         คือ ตราสารซึ่งธนาคารเป็นผู้ออกตามคำสั่งลูกค้าของธนาคาร เพื่อแสดงว่าผู้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตตกลงชำระเงินจำนวนหนึ่งให้ผู้รับประโยชน์เมื่อได้มีการปฎิบัติตามเงื่อนไขต่างๆครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต

 

 มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ชนิดเพิกถอนได้และเพิกถอนไม่ได้

 

ชนิดเพิกถอนได้คือ เลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ซื้อสินค้าหรือธนาคารที่เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตสามารถยกเลิกหรือแก้ไขรายละเอียดในเลตเตอร์ออฟเครดิตได้เอง โดยไม่ต้องแจ้งแก่ผู้ขายสินค้าแต่อย่างใด

 

ชนิดเพิกถอนไม่ได้คือ เลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ซื้อสินค้าหรือธนาคารที่เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขรายละเอียดในเลตเตอร์ออฟเครดิตได้เอง โดยปราศจากความยินยอมจากผู้ขายสินค้าและธนาคารที่เกี่ยวข้อง(ประเภทนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย)

 

รูปแบบการชำระเงินค่าสินค้าข้ามประเทศโดยใช้เลตเตอร์ออฟเครดิต

 

๑) ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงซื้อขายสินค้าและชำระเงินโดยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต

 

๒)ผู้ซื้อสั่งธนาคารในประเทศผู้ซื้อให้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ผู้ขายซึ่งอยู่อีกประเทศหนึ่ง โดยกำหนดเงื่อนไขตามที่ตกลงกัน

 

๓)ธนาคารในประเทศผู้ซื้อ แจ้งการเปิดเลเตอร์ออฟเครดิตไปธนาคารตัวแทนซึ่งอยู่ในประเทศของผู้ขาย เพื่อให้ธนาคารดังกล่าวรับซื้อเอาไว้หรือรับรอง หรือจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินที่ผู้ขายสั่งจ่าย เมื่อผู้ขายสินค้าส่งมอบเอกสารการขนส่งสินค้าและเอกสารอื่นๆตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้

 

๔)ธนาคารตัวแทนแจ้งการเปิดกลับไปให้ธนาคารผู้ซื้อทราบ(แต่ถ้าธนาคาร)ตัวแทนรับรองด้วยต้องรับผิดตามตั๋วแลกเงินด้วยเมื่อผู้ขายนำเอกสารต่างๆครบถ้วนตามเงื่อนไขมาขอรับเงินแต่ถูกธนาคารในประเทศผู้ซื้อปฎิเสธการจ่ายเงิน)

 

๕)ผู้ขายจัดส่งสินค้าและนำตั๋วแลกเงินที่ได้ไปยื่นกับธนาคารตัวแทนเพื่อขอรับชำระเงินพร้อมกับแสดงเอกสารสำคัญ เมื่อธนาคารตัวแทนตรวจสอบความถูกต้องแล้วก็จะส่งเอกสารและตั๋วแลกเงินไปธนาคารผู้เปิดเครดิตเพื่อดำเนินการเรียกเก็บเงินกับผู้ซื้อสินค้าต่อไป

ความหมายของการขนส่งทางทะเลตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

 

            สัญญารับขนของทางทะเลคือสัญญาที่ผู้ขนส่งของทางทะเลจากท่าเรือ หรือที่ในประเทศหนึ่งไปยังท่าเรือหรือที่ในอีกประเทศหนึ่งโดยคิดค่าระวาง

 

รูปแบบในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

 

              เริ่มต้นที่ผู้ขายสินค้าติดต่อกับตัวแทนเรือ(shipping agent)เพื่อว่าจ้างส่งสินค้าไปต่างประเทศ โดยผู้ขายจะแจ้งลักษณะของที่ว่าจ้างให้ส่ง จำนวน และน้ำหนัก ในแบบฟอร์ม (booking note)จากนั้นเมื่อถึงกำหนดส่งสินค้า ผู้ขายก็จะนำสินค้ามาจัดส่งแก่ผู้ขนส่งหรือนายเรือหรือตัวแทนเรือ เพื่อทำการตรวจสอบสภาพสิ่งของที่จัดส่งและจดลงในใบตราส่ง(bill of landing คือเอกสารที่ผู้ขนส่งหรือนายเรือหรือตัวแทนเรือเป็นผู้ออกให้แก่ผู้ขนส่งหรือผู้ขายสินค้าเพื่อแสดงว่าได้มีการรับมอบสินค้าแก่ตนเองตามประเภท จำนวนและสภาพที่ปรากฏในใบตราส่ง ทั้งนี้ใบตราส่งไม่ใช่สัญญาการขนส่ง แต่เป็นเอกสารสิทธิที่สามารถโอนเปลี่ยนมือกันได้) เสร็จแล้วจึงลงชื่อและมอบใบตราส่งแก่เจ้าของสินค้าหรือผู้ส่ง จากนั้นผู้ส่งเมื่อได้ใบตราส่งจึงจะจัดส่งใบตราส่งไปให้แก่ผู้ซื้อสินค้าอีกทีหนึ่ง เมื่อผู้ซื้อได้รับใบตราส่งแล้วก็จะนำใบตราส่งไปรับของออกมาจากท่าเรือโดยนำใบตราส่งมาแลกกับใบปล่อยสินค้า(delivery order)ซึ่ง ในระหว่างเดินทางนี้อาจมีการขายสินค้าระหว่างที่ยังไม่ถึงปลายทางก็ได้ โดยการสลักหลังและโอนใบตราส่งแก่บุคคลภายนอกไป

 

ขอบเขตการบังคับใช้พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

 

๑)ใช้บังคับในกรณีการรับขนของทางทะเลจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศหรือต่างประเทศมาประเทศไทยโดยวิธีการผ่านทางทะเลและคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคลหรือนิติบุคคลสัญชาติไทยเว้นแต่ในใบตราส่งกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

 

๒)กรณีรับขนของทางทะเลในราชอาณาจักรไทย หากคู่กรณีตกลงให้นำพรบ.การรับขนของทางทะเลมาบังคับใช้กับกรณีก็สามารถทำได้

 

๓)พรบ.การรับขนของทางทะเลไม่ใช้บังคับกับกรณีที่เป็นการขนส่งของโดยเช่าเหมาเรือทั้งหมดหรือบางส่วนหรือเป็นการขนส่งโดยไม่มีค่าระวาง

 

๔กรณีมีการขนทางอื่นรวมอยู่ด้วย ให้นำพรบ.การขนของทางทะเลมาใช้บังคับเฉพาะในส่วนของการรับขนของทางทะเลเท่านั้น

 

คำนิยามตาม พรบ.การรับขนของทางทะเล

 

ผู้ขนส่ง คือ ผู้ประกอบกิจการรับขนส่งของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นปกติ โดยทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ

 

ผู้ขนส่งอื่น คือ ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นคู่สัญญากับผู้ส่งของ แต่ได้รับมอบหมายจากผู้ขนส่งทำการขนส่งตามสัญญาและรวมไปถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายช่วงด้วย แต่ไม่รวมถึงผู้ที่ได้รับมอบอำนาจตามประเพณีในธุรกิจการขนของทางทะเล ให้เป็นผู้แทนผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นในการดำเนินการอันเกี่ยวกับธุรกิจเนื่องจากการรับขนของทางทะเลเช่น พิธีการเข้าเมือง พิธีการศุลกากร การนำร่อง การเข้าท่า การออกจากท่า การบรรทุกของลงเรือ การขนถ่ายของขึ้นจากเรือ หรือการส่งมอบของแก่ผู้รับตราส่ง

 

ผู้ส่งของ คือ ผู้เป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งในสัญญารับขนของทางทะเล

ผู้รับตราส่ง คือ คือ

 

๑)ผู้ซึ่งมีชื่อในใบตราส่งว่าเป็นผู้รับตราส่ง หรือผู้รับของสำหรับใบตราส่งที่ออกให้แก่บุคคลโดยนาม

 

๒)ผู้รับสลักหลังคนสุดท้าย สำหรับใบตราส่งที่ออกให้แก่บุคคลเพื่อเขาสั่งหรือใบตราส่งที่ออกให้แก่บุคคลโดยนาม และไม่มีข้อห้ามการสลักหลัง

 

๓)ผู้ซึ่งมีชื่อเป็นผู้รับของ ในกรณีที่ไม่มีการออกใบตราส่งหรือมีการออกเอกสารที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น

 

ภาชนะขนส่ง คือ ตู้สินค้า ไม้รองสินค้า หรือสิ่งอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกันซึ่งใช้บรรจุหรือรองรับของ หรือรวมหน่วยการขนส่งของหลายหน่วยเข้าด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการขนส่งทางทะเล

 

หน่วยการขนส่ง คือ หน่วยแห่งของที่ขนส่งทางทะเลซึ่งนับเป็นหนึ่ง และแต่ละหน่วยอาจทำการขนส่งไปตามลำพังได้ เช่น กระสอบ ชิ้น ตู้ ถัง ม้วน ลัง ลูก ห่อ หีบ หรือหน่วยที่เรียกชื่ออย่างอื่น

 

ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

 

หน้าที่ของผู้ขนส่งมี ๖ ข้อดังต่อไปนี้

 

๑)จัดหาเรือที่เหมาะสม คือ จัดเตรีมเรือให้อยู่ในสภาพที่เดินทางได้ปลอดภัย จัดให้มีคนประจำเรือ เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์และสิ่งจำเป็นให้เหมาะสมแก่ความต้องการสำหรับเรือ และจัดระวางบรรทุกและส่วนอื่นๆที่ใช้บรรทุกของให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่รับขนและรักษา ทั้งนี้หากมีความบกพร่องเกิดขึ้นหลังบรรทุกของลงเรือแล้วหรือเมื่อเรืออกแล้ว ผู้ขนส่งมีหน้าที่จัดการแก้ไขข้อบกพร่องเร็วที่สุดเท่าที่อยู่ในวิสัยที่ผู้ประกอบอาชีพรับขนของทางทะเลจะทำได้

 

๒)ใช้ความระมัดระวังและปฎิบัติให้เหมาะสมในการบรรทุกของลงเรือ การยกขึ้น การเคลื่อนย้าย การเก็บรักษา การด๔แล การขนถ่ายที่ตนทำการขนส่ง

 

๓)ออกใบตราส่ง เมื่อได้รับของไว้ในความดูแลแล้วและผู้ส่งของร้องขอให้ออกใบตราส่งให้

 

๔)บอกกล่าวแก่ผู้รับตราส่ง(ผู้ซื้อ)ว่าสิ่งของที่ตนนำมาส่งนั้น ตอนนี้ได้มาถึงแล้ว(กรณีที่ใบตราส่งระบุชื่อผู้รับสินค้าเอาไว้เท่านั้น)

 

๕)ไม่บรรทุกของบนปากระวางหรือดาดฟ้าเรือ (เว้นแต่ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น หรือ มีสิทธิตามกฎหมายกำหนดหรือเป็นไปตามปกติประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการบรรทุกของเช่นนั้น)

 

๖)บอกกล่าวถึงความเสียหายภายใน ๙๐ วันต่อผู้ส่งของ ม.๓๗

 

สิทธิของผู้ขนส่งมี ๔ ประการ

 

๑)ได้รับค่าระวาง

 

๒)ยึดหน่วงสินค้ากรณีที่ยังไมได้รับชำระค่าระวาง(เว้นแต่ตกลงกันเป็นอย่างอื่น)

 

๓)ขนถ่ายหรือทำลายหรือทำให้หมดฤทธิ์ซึ่งของอันมีสภาพเป็นอันตราย ม.๓๕

 

๔)เรียกให้ผู้ส่งของรับผิดตามคำรับรอง ม.๓๘

 

หน้าที่ของผู้ส่งของ

 

๑)แจ้งให้ทราบถึงของที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตราย

 

๒)ชำระค่าใช้จ่าย

 

สิทธิของผู้ส่งของ

 

๑)สั่งให้ผู้ขนส่งงดการขนส่งหรือให้ส่งกลับหรือจัดการของที่ขนส่ง(ทั้งนี้ต้องมีการขอเวนคืนใบตราส่งจากผู้ขนส่งทั้งหมดด้วย หากไม่ขอคืนหรือขอคืนบางฉบับ ผู้ขนส่งต้องรับผิดชอบต่อผู้รับใบตราส่งตามส่วน)

 

ความรับผิดของผู้ส่งของต่อผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น

 

๑)กรณีที่ผู้ส่งของประมาทหรือเป็นความผิดของผู้ส่งของ ม.๓๑

 

๒)กรณีที่ไม่แจ้งให้ทราบถึงของที่มีสภาพอันก่อให้เกิดอันตราย ม.๓๔

 

๓)กรณีแจ้งข้อความไม่ถูกต้อง ม.๓๒

 

๔)กรณีที่ผู้ขนส่งจำต้องขนถ่ายของที่มีสภาพอันตรายขึ้นจากเรือหรือทำลาย

 

ความรับผิดของผู้ขนส่งต่อผู้รับใบตราส่ง

 

๑)ผู้ขนส่งต้องรับผิดความเสียหายอันเป็นผลมาจากการที่ของซึ่งได้รับมอบหมาย สูญหาย เสียหายหรือส่งมอบล่าช้า โดยที่เหตุแห่งการมอบหมาย สูญหาย เสียหายหรือส่งมอบล่าช้าเกิดขึ้นระหว่างที่ของอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งเว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดตาม.๕๑ถึง ๕๗ หรือรับผิดอย่างจำกัดความรับผิดตามม.๕๘

 

กรณีที่ถือว่าผู้ขนส่งของได้รับของที่มอบหมายแล้ว

 

           คือผู้ขนสงได้รับของจากผู้ส่งของหรือตัวแทนของผู้ส่งของหรือเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดๆซึ่งกฎหมายหรือข้อบังคับกำหนดให้ผู้ส่งของต้องมอบของที่จะขนส่งไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าวจนถึงเวลาที่ผู้ขนส่งส่งมอบของของนั้น ณ.ท่าปลายทางหรือที่หมายปลายทาง ซึ่งในทางปฎิบัตินั้น ผู้ส่งของและผู้ขนส่งจะตกลงกันในรูปแบบสำคัญๆอยู่ ๔ ประการดังนี้คือ

๑)แบบ lcl/lcl, cfs/cfs  หมายความว่า ที่ท่าเรือต้นทางผู้ขนส่งจะนำสินค้ามาบรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์เอง จานั้นจะทำการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปยังจุดหมายปลายทาง และที่จุดหมายปลายทางนี้ผู้ขนส่งจะนำตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากเรือและเปิดตู้คอนเทนเนอร์นำสินค้าเข้าเก็บไว้ในโกดังสินค้าเพื่อรอผู้รับตราส่งมารับของไป

 

๒)แบบ lcl/fcl, cfs/cy  หมายความว่า ที่ท่าเรือต้นทางผู้ขนส่งจะนำสินค้ามาบรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์เอง จานั้นจะทำการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ไปยังจุดหมายปลายทาง และที่จุดหมายปลายทางนี้ผู้ขนส่งจะนำตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นจากเรือและให้ผู้รับใบตราส่งมารับตู้คอนเทนเนอร์ไปเปิดตู้สินค้าเอาเอง

 

๓)แบบ fcl/fcl, cy/cy  หมายความว่า ที่ท่าเรือต้นทางผู้ขนส่งจะรับตู้คอนเทนเนอร์ที่ผู้ส่งของบรรจุสินค้าเรียบร้อยแล้วลงเรือ จากนั้นจะจัดส่งไปที่ท่าเรือปลายทางเพื่อรอให้ผู้รับตู้คอนเทนเนอร์ไปเปิดตู้ขนถ่ายสินค้าเอาเอง

 

๔)แบบ fcl/lcl, cy/cfs  หมายความว่า ที่ท่าเรือต้นทางผู้ขนส่งจะรับตู้คอนเทนเนอร์ที่ผู้ส่งของบรรจุสินค้าเรียบร้อยแล้วลงเรือ จากนั้นจะจัดส่งไปที่ท่าเรือปลายทาง เมื่อถึงปลายทางแล้วจะนำตู้คอนเทนเนอร์ลงจากเรือและเปิดตู้เพื่อนำสินค้าไปเก็บไว้ในโกดัง เพื่อรอผู้รับใบตราส่งมารับินค้าไป

 

ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่ง

 

(๑)หากผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าตนเองนั้น  ก่อนบรรทุกของลงเรือหรือก่อนที่เรือนั้นจะออกเดินทางตนเองได้ปฎิบัติการ

 

๑) ทำให้เรืออยู่ในสภาพที่สามารถเดินทะเลได้อย่างปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือนั้น

๒) จัดให้มีคนประจำเรือ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นให้เหมาะสมแก่ความต้องการสำหรับเรือนั้น และ

๓) จัดระวางบรรทุกและส่วนอื่น ๆ ที่ใช้บรรทุกของให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่จะรับ ขนส่ง และรักษา เช่น เครื่องปรับอากาศ ห้องเย็น เป็นต้น

๔)ได้กระทำการทั้งปวงเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องกระทำสำหรับผู้ประกอบอาชีพรับขนของทางทะเล

 

 (๒)หากผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่าตนเองนั้น   ได้จัดการแก้ไขความบกพร่องนั้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่อยู่ในวิสัยที่ผู้ประกอบอาชีพรับขนของทางทะเลจะทำได้ในภาวะเช่นนั้นแล้ว กรณีเกิดความเสียหายขึ้นหลังจากออกเรือ

 

(๓) หากผู้ขนส่งพิสูจน์ได้ว่า

๑) เหตุสุดวิสัย

๒) ภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเลหรือน่านน้ำที่ใช้เดินเรือได้

๓) การสงครามหรือการสู้รบของกองกำลังติดอาวุธ

๔) สงครามกลางเมือง การจลาจล การก่อการร้ายหรือการก่อการวุ่นวายในบ้านเมือง

๕) การยึด การจับ การหน่วงเหนี่ยวหรือการแทรกแซงด้วยประการใดๆ ซึ่งกระทำต่อเรือ โดยผู้มีอำนาจปกครองรัฐหรือดินแดนหรือตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง

(๖) การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามโรคติดต่อ

(๗) การนัดหยุดงาน การปิดงานงดจ้าง การผละงาน หรือการจงใจทำงานล่าช้าที่ท่าเรือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นอุปสรรคแก่การบรรทุกหรือขนถ่ายของหรือเป็นอุปสรรคแก่การที่เรือจะเข้าหรือออกจากท่าเรือนั้น

(๘) การกระทำของโจรสลัด

(๙) ความผิดของผู้ส่งของหรือผู้รับตราส่ง เช่น การบรรจุหีบห่อ หรือรวมมัดไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่เหมาะสมกับสภาพแห่งของ การทำเครื่องหมายที่ของหรือหีบห่อไม่ชัดเจนหรือไม่เพียงพอ

(๑๐) สภาพแห่งของนั้นเอง

(๑๑) ความชำรุดบกพร่องของเรือที่แฝงอยู่ภายในซึ่งไม่อาจพบเห็นหรือทราบได้ด้วยการตรวจสอบอย่างระมัดระวังและโดยใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาและสมควรจะต้องใช้สำหรับผู้ประกอบอาชีพตรวจเรือ

(๑๒) ความผิดพลาดในการเดินเรืออันเกิดจากความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่หรือตามคำสั่งของผู้นำร่อง

(๑๓) เหตุอื่นใดที่มิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อหรืออยู่ในความรู้เห็นของผู้ขนส่ง และมิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อของตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง

 

(๔) กรณีเกิดไฟไหม้สินค้าที่ขนส่งผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องจะพิสูจน์ได้ว่า อัคคีภัยนั้นเกิดขึ้นจากความผิด หรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งและในกรณีอันเป็นผลจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ที่พึงกระทำเพื่อระงับอัคคีภัย หรือหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาผลเสียหายจากอัคคีภัย เว้นแต่ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิด หรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งในการใช้มาตรการดังกล่าว

 

(๕)กรณีช่วยชีวิตมนุษย์ในทะเล ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า ถ้าพิสูจน์ได้ว่าการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้านั้นเป็นผลจากการใช้มาตรการทั้งปวง เพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ในทะเล หรือจากการใช้มาตรการอันสมควรเพื่อช่วยทรัพย์สินในทะเล แต่ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามส่วนของตนในการเฉลี่ยความเสียหายทั่วไป ถ้ามี

 

(๖) กรณีขนส่งสัตว์มีชีวิต ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้าอันเป็นผลจากภัยซึ่งมีลักษณะพิเศษที่มีประจำอยู่ในการขนส่งสัตว์มีชีวิตหรือจากสภาพของสัตว์นั้นเอง ถ้าพิสูจน์ได้ว่า

(๑) ผู้ขนส่งได้ปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับสัตว์นั้นโดยเฉพาะที่ผู้ส่งของได้ให้ไว้แก่ตนแล้ว และ

(๒) ในพฤติการณ์แห่งกรณีเช่นนั้น การสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบชักช้า อาจเกิดจากภัยหรือสภาพของสัตว์ดังกล่าวได้

ข้อความมิให้ใช้บังคับถ้าพิสูจน์ได้ว่า การสูญหาย เสียหายหรือส่งมอบชักช้าไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เป็นผลจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง

(๗) ข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ขนส่งในกรณีขนส่งของมีราคา

 

           ถ้าขนส่งของมีค่า ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดเพื่อการสูญหายเสียหาย เว้นแต่ผู้ส่งได้แจ้งสภาพและราคาของมีค่าในตอนที่นำของมามอบให้ และผู้ขนส่งต้องรับผิดตามราคาที่รับแจ้งมาเท่านั้น

 

กรณีที่กฎหมายถือว่าผู้ขนส่งทางทะเลได้มอบของซึ่งตนได้รับไว้แล้ว

 

๑) ผู้ขนส่งได้มอบของแก่ผู้รับตราส่ง

 

๒)กรณีที่ผู้รับตราส่งไม่มารับของจากผู้ขนส่ง แล้วผู้ขนส่งได้จัดการของนั้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญารับขนของทางทะเลหรือตามที่กฎหมายใช้บังคับหรือตามประเพณีการค้าที่ถือปฎิบัติอยู่ ณ.ท่าเรือ

 

๓)ผู้ขนส่งของได้มอบของไว้แก่เจ้าหน้าที่หรือบุคคลซึ่งกฎหมายที่ใช้อยู่ ณ.ท่าเรือปลายทางกำหนดให้ผู้ขนส่งมอบของที่ขนถ่ายขึ้นจากเรือไว้กับเจ้าหน้าที่หรือบุคคลดังกล่าว

 

ความรับผิดของผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่น

 

กรณีผู้ขนส่งมอบหมายผู้ขนส่งอื่นทำการขนส่งแทนตนเอง ผู้ขนส่งต้องรับผิดจากการที่ผู้ขนส่งอื่นหรือตัวแทนผู้ขนส่งอื่นได้กระทำไปในทางการที่จ้างหรือภายในขอบเจตอำนาจของตัวแทน แต่ผู้ขนส่งอื่นจะรับผิดในเฉพาะช่วงที่ตนเองเป็นผู้ทำการขนส่งเท่านั้น(ในกรณีที่มีผู้ขนส่งอื่นๆเป็นช่วงๆหลายราย) ซึ่งทั้งนี้ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งอื่นจะต้องรับผิดร่วมกันในลักษณะลูกหนี้ร่วม

 

ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่ง

 

๑)กรณีสินค้าสูญหายหรือเสียหายทั้งหมดหรือบางส่วน จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่ ๑,๐๐๐ บาทต่อ ๑ หน่วยขนส่ง หรือกิโลกรัมละ ๓๐ บาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น  แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันก็ให้ใช้จำนวนนั้น

 

๒)กรณีส่งมอบสินค้าชักช้า ผู้ขนส่งต้องรับผิด ๒ เท่าครึ่ง ของค่าระวางขนส่งแห่งของเฉพาะส่วนที่ส่งมอบชักช้า แต่รวมกันแล้วไม่เกินค่าระวาง

 

๓)กรณีสูญหาย เสียหายและส่งมอบชักช้า(ในครั้งเดียวกัน)จำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งที่ ๑,๐๐๐ บาทต่อ ๑ หน่วยขนส่ง หรือกิโลกรัมละ ๓๐ บาทต่อน้ำหนักสุทธิแห่งของนั้น  แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่ากันก็ให้ใช้จำนวนนั้น

 

๔)กรณีคำนวณค่าสูญหาย เสียหายได้ ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้ถือเอาราคาตามที่คำนวณได้

 

กรณีที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดเต็มจำนวน

 

๑)หากการสูญหาย เสียหาย ชักช้า เป็นผลมาจากผู้ขนส่ง หรืตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่งกระทำหรืองดเว้น เพื่อให้เกิดสูญหาย เสียหาย ชักช้า โดยละเลยไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่า การสูญหาย เสียหาย ชักช้าอาจเกิดขึ้นได้

 

๒)หากมีการตกลงกันไว้เรื่องมูลค่าความเสียหายในใบตราส่ง

 

๓)ผู้ขนส่งได้จดแจ้งรายการใดๆไว้ในใบตราส่ง ตามที่ผู้ส่งของแจ้งหรือจัดให้โดยไม่บันทึกข้อสงวนเกี่ยวกับรายการนั้นไว้ในใบตราส่ง ทั้งนี้โดยเจตนาที่จะฉ้อฉลผู้รับตราส่งหรือบุคคลภายนอก ซึ่งกระทำการโดยเชื่อรายการในใบตราส่ง

 

อายุความคดีการค้าระหว่างประเทศ

 

๑) กรณีเรียกค่าสินค้าที่เสียหาย สูญหาย หรือชักช้า ต้องฟ้องใน ๑ ปี นับแต่ได้ส่งมอบของ แต่ถ้าไม่มีการส่งมอบของ ให้นับตั้งแต่วันที่เลยกำหนดส่งของหรือ วันที่ควรส่งมอบของ

 

๒)กรณีเรียกให้รับผิดจากการที่ผิดสัญญาต้องฟ้องใน ๑๐ปี นับแต่วันที่สามารถใช้สิทธิ ได้



 
Online:  26
Visits:  2,357,882
Today:  1,848
PageView/Month:  17,835