สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
ผู้เขียน : นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : ล้มละลายอ่าน 1616 / ความคิดเห็น 0
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
หัวข้อ : ล้มละลาย
24/8/2556 15:09:00

 กระบวนการขั้นตอนของคดีล้มละลาย 

 

๑)ผู้ที่จะฟ้อง บุคคลอื่นล้มละลายได้ต้องเป็นเจ้าหนี้ครับ โดยเจ้าหนี้อยู่ ๒ ประเภทครับ คือ เจ้าหนี้ธรรมดาซึ่งอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้  กับเจ้าหนี้มีประกันครับซึ่งก็อาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้อีกเช่นกัน (ม.๘,๙ เจ้าหนี้ธรรมดา ม.๖.๘.๙.๑๐ เจ้าหนี้มีประกัน) นอกจากนี้กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่มีหนี้ต่อลูกหนี้ หนึ่งล้านหรือสองล้านบาทขึ้นไปแต่อย่างใด ดังนั้น เจ้าหนี้หลายรายจึงอาจรวมกันมาฟ้องลูกหนี้ก็ได้ แต่ในทางปฎิบัติมีน้อยเพราะเจ้าหนี้แต่ละคนกลัวว่าจะมีคนมาแชร์เงินที่จะได้ใช้หนี้เว้นแต่เจ้าหนี้แต่ละรายจะรู้จักกัน  โดยในการฟ้องนั้นสำหรับ เจ้าหนี้ธรรมดาต้องนำสืบให้เข้าข้อสันนิษฐานตามม.๘ ซึ่งโดยปกติ ทนายความจะเลือกวิธีตามม.๘ (๙) คือได้รับหนังสือทวงถามสองครั้งแล้วโดยมีระยะห่างของการส่งหนังสือทวงถามคือ ๓๐ วัน และจำนวนหนี้นั้นลูกหนี้ต้องเป็นหนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา หนึ่งล้านหรือ นิติบุคลล สองล้านขึ้นไปและจำนวนหนี้ที่นำมาฟ้องนั้น เป็นจำนวนหนี้ที่ต้องจ่ายแน่นอนคือหนี้ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ในวันที่ฟ้องนั้น

 

ส่วนเจ้าหนี้มีประกันนั้น ต้องมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันของลูกหนี้ในก่อนวันที่จะฟ้องหรืออย่างช้าสุดในวันที่ฟ้อง เช่น เช้าเจ้าหนี้ไปจดรับจำนองที่ดินจากลูกหนี้ พอบ่ายเจ้าหนี้ก็ไปฟ้องลูกหนี้ล้มละลายได้ครับ โดยคำว่ามีประกันคือ มีสิทธิในทรัพย์สินที่ลูกหนี้เอามาเป็นประกันการชำระหนี้เอาไว้ครับ นอกจากนี้ยังต้องนำสืบให้เข้าข้อสันนิษฐาน ตาม ม.๘ (๙) คือได้รับหนังสือทวงถามสองครั้งแล้วโดยมีระยะห่างของการส่งหนังสือทวงถามคือ ๓๐ วัน และจำนวนหนี้นั้นลูกหนี้ต้องเป็นหนี้ สำหรับบุคคลธรรมดา หนึ่งล้านหรือ นิติบุคคล สองล้านขึ้นไปและจำนวนหนี้ที่นำมาฟ้องนั้น เป็นจำนวนหนี้ที่ต้องจ่ายแน่นอนคือหนี้ที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้ในวันที่ฟ้องนั้น นอกจากนี้เจ้าหนี้มีประกันต้องไม่ถูกต้องห้ามมิให้เอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ที่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นประกันการใช้หนี้อีกด้วยครับ และต้องกล่าวในคำฟ้องว่า  ขอสละหลักประกันเพื่อเจ้าหนี้อื่นๆ(วิธีนี้แทบไม่เคยเจอครับ คงเป็นเพราะหากสละแล้ว กลัวว่าลูกหนี้จะไม่มีอะไรอย่างอื่นให้เอามากกว่า หรือ ตีราคาหลักประกันมาในคำฟ้องและคำนวณแล้ว หนี้เงินยังขาดอยู่

 

๒)การยื่นคำขอให้ศาลสั่งพิทักทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราว(ม.๑๗) กรณีนี้คล้ายๆกับเรื่องการขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีแพ่งสามัญครับ คือ ป้องกันลูกหนี้กระทำการใดๆต่อทรัพย์สินของตนเอง ที่จะเป็นเหตุให้มีการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมกันเกิดขึ้นครับ โดยการขอนั้นเจ้าหนี้ต้องยื่นคำร้องต่อศาลก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งพิทักทรัพย์เด็ดขาดและหากศาลสั่งตามคำขอ คือ ลูกหนี้ถูกพิทักทรัพย์ชั่วคราวแล้วมีผลต่อบุคคลต่างๆดังนี้ครับ

 

๒.๑ ผลต่อเจ้าพนักงานพิทักทรัพย์ คือเจ้าพนักงานพิทักทรัพย์จะเข้ามา ยึดเอกสารและ ทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยลูกหนี้หมดอำนาจจัดการทรัพย์สินของตน โดยอำนาจดังกล่าวจะตกมาที่เจ้าพนักงานพิทักทรัพย์  ซึ่งอำนาจนี้ยังรวมถึงการเข้าว่าความคดีแพ่งแทนลูกหนี้  (ม.๑๙ ,๒๒-๒๕)

 

๒.๒ ผลต่อเจ้าหนี้รายอื่นๆ หลังจากที่ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์ไปแล้ว เจ้าหนี้รายอื่นๆกรณีนี้ก็ยังฟ้องได้ครับ ไม่ถูกต้องห้ามแต่อย่างใด แต่ต้องฟ้องเจ้าหน้าที่พิทักทรัพย์ครับเพราะเจ้าหน้าที่พิทักทรัพย์จะเข้าดูแลจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามที่กล่าวไป โดยในขั้นตอนนี้เจ้าหนี้รายอื่นยังยื่นขอรับชำระหนี้ไม่ได้ครับ

๓)หลักในการพิจารณาคดีล้มละลายว่าลูกหนี้สมควรถูกพิทักทรัพย์(ทั้งชั่วคราวหรือเด็ดขาด)หรือไม่

 

  กรณีศาลจะมีคำสั่งว่าบุคคลใดควรจะถูกพิทักทรัพย์(ชั่วคราวหรือเด็ดขาดนั้น ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความจริงตาม ว่าลูกหนี้เป็นหนี้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป บุคคลธรรมดาและ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปนิติบุคคล บวก เป็นหนี้จำนวนแน่นอน บวกลูกหนี้ ไม่มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินบวกไม่มีเหตุผลอื่นๆที่ลูกหนี้ไม่สมควรถูกศษลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยทั้งนี้กรณีเป็นเจ้าหนี้มีประกันต้องบวกเงือนไขที่ว่า ต้องไม่ถูกต้องห้ามมิให้เอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ที่มิใช่ทรัพย์สินที่เป็นประกันการใช้หนี้อีกด้วย และกล่าวในคำฟ้องว่า  ขอสละหลักประกันเพื่อเจ้าหนี้อื่นๆหรือ ตีราคาหลักประกันมาในคำฟ้องและคำนวณแล้ว หนี้เงินยังขาดอยู่  หากพิจารณาแล้วได้ความจริงทุกอย่าง ศาลก็จะมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายครับ

 

๔) ผลเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

 

๔.๑ โดยเมื่อสั่งออกไปแล้ว ผลก็คือ ลูกหนี้หมดสิทธิ์จัดการทรัพย์สินต่างๆของตนเอง โดยลูกหนี้ต้องเข้ารายงานตัวพร้อมนำเอกสารต่างๆไปแสดงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกำหนด จากนั้นเจ้าหน้าที่พิทักทรัพย์จะเข้ามาดูแลและจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาขายใช้เงินให้กับเจ้าหนี้ล้มละลายซึ่งในการดังกล่าวเจ้าพนักงานพิทัก?รัพย์มอำนาจดำเนินการใดๆก็ได้โดยมิต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการเจ้าหนี้ก่อนเว้นแต่กิจการ(๑) ถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลาย(๒) โอนทรัพย์สินใด ๆ นอกจากโดยวิธีขายทอดตลาด(๓) สละสิทธิ(๔) ฟ้องหรือถอนฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือฟ้องหรือถอนฟ้องคดีล้มละลาย(๕) ประนีประนอมยอมความหรือมอบคดีให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย จึงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการเจ้าหนี้ก่อนครับ ซึ่งการเข้ามานี้รวมถึงการเข้าว่าความในคดีแพ่งต่างๆที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ครับ(เป็นได้ทั้งโจทก์หรือจำเลย)

 

๔.๒ เจ้าหนี้ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้(ม.๙๑) แต่จะขอได้เฉพาะกรณีที่ เป็นหนี้ให้ใช้เงินเท่านั้นและหนี้ต้องเกิดก่อนศาลสั่งพิทักทรัพย์(ชั่วคราวหรือเด็ดขาดก็ได้แล้วแต่กรณี)แต่ ไม่รวมหนี้ที่ขอให้ใช้ทรัพย์คืนหรือให้ลูกหนี้กระทำการใดๆ ฯลฯ โดยต้องขอใน ๒ เดือนนับแต่ วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร ก็ขอเลื่อนต่อเจ้าหน้าที่ได้(แต่ต้องขอใน ๒ เดือนนับแต่โฆษณา) แต่สำหรับเจ้าหนี้มีประกันโดยปกติไม่ต้องขอรับชำระหนี้แต่อย่างใดเพราะตนเองมีทรัพย์สินที่เป็นประกันอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการให้ แต่หากเจ้าหนี้มีประกันประสงค์จะขอรับชำระหนี้ก็ได้เช่นกัน โดยปฎิบัติตาม ม.๙๑,๙๖ซึ่งหลักเกณท์ของหนี้ที่จะขอรับชำระได้ก็เป็นหลักเกณท์เดียวกันที่กล่าวไปข้างต้นครับ

 

๕)  ลูกหนี้สามารถทำคำขอเพื่อขอประนอมหนี้ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักทรัพย์ในเจ็ดวันนับแต่วันยื่นกิจการทรัพย์สินหรือนับแต่ที่เจ้าพนักงานพิทักทรัพย์กำหนดไว้(ม.๔๕)โดยลูกหนี้สามารถขอได้ครั้งเดียวเท่านั้น หากเจ้าหนี้ไม่ยอมรับการประนอมหนี้ จะขอได้อีกครั้งเมื่อศาลพิพากษาว่าล้มละลายแล้วเท่านั้น

 

๖)เจ้าพนักงานพิทักทรัพย์เรียกเจ้าหนี้มาประชุมเพื่อลงมติยอมรับหรือไม่ยอมรับการประนอมหนี้หรือควรให้ลูกหนี้เป็นผู้ล้มละลายหรือไม่(หากลูกหนี้ไมได้ขอประนอมหนี้)โดยการประชุมอาจมีครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้(ม.๓๑,๓๒)

 

๗ จากนั้นศาลจะทำการไต่สวน หากศาลเห็นชอบกับคำขอประนอมหนี้ของลูกหนี้ๆก็จะ ไม่ถูกพิพากษาว่าเป็นบุคคลล้มละลาย ผลคือ

 

-เจ้าหนี้ที่ยื่นขอรับชำระหนี้เอาไว้ก็ได้รับชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้

 

-เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นขอรับชำระหนี้เอาไว้ก็จะไม่ได้รับชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้แต่จะได้รับชำระหนี้ตามสัญญายอมที่ทำกันขึ้นมา ลูกหนี้จะกลับมาจัดการทรัพย์สินของตนได้ตามเดิมเว้นแต่กิจการที่ระบุในคำขอประนอมหนี้ห้ามเอาไว้และหลุดพ้นจากการจะถูกพิพากษาว่าล้มละลาย

 

-ปล.การประนอมหนี้ไม่มีผลถึงผู้ค้ำประกันด้วยแต่อย่างใด

 

-กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดจ่ายเงินอีก ลูกหนี้ก็กลับไปผูกพันตามหนี้เดิมและศาลพิพากษาว่าล้มละลายต่อไป

 

 ๗.๒ แต่หากไม่เห็นชอบก็จะพิพากษาว่าลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลาย(ม.๖๑)โดยฐานะการเป็นผู้ลัมละลายนั้น จะเริ่มนับย้อนหลังไปในวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักทรัพย์(ชั่วคราวหรือเด็ดขาดแล้วแต่กรณี) (กรณีที่ไม่มีการประนอมหนี้ ศาลก็พิพากษาได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่สวนลูกหนี้ก่อนแต่อย่างใด)

 

๘) การขอประนอมหนี้หลังจากศาลพิพากษาล้มละลายไปแล้ว(ม.๖๓) กรณีนี้หลักๆก็เหมือนกับ ข้อ ๖และ๗ครับ แต่ต่างกันตรงที่หากขอแล้ว ไม่ได้รับการตอบรับจากเจ้าหนี้ก็ขอได้อีกเรื่อยๆครับแต่ต้องเกิน ๓ เดือนนับจากที่ยื่นไปแล้วในครั้งก่อน ซึ่งสามารถขอกี่ครั้งก็ได้ ต่างจากการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายซึ่งขอได้ครั้งเดียว ภายหลังหากมีการผิดนัดจ่ายเงิน ศาลจะต้องพิพากษาว่าลูกหนี้ล้มละลายอีกครั้ง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงจะเข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้อีกครั้งครับ

 

๙) การปลดล้มละลาย 

 มี อยู่ ๒ ข้อ คือ

-ปลดโดยศาลสั่งเนื่องจาก  แบ่งชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ที่ขอรับชำระไว้เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นและไม่เป็นบุคคลล้มละลายทุจริต(ต้องมีการไต่สวนก่อน)

-ปลดโดยผลของกฎหมายเมื่อพ้นสามปีนับแต่ศาลพิพากษาให้ล้มละลาย(ไม่ต้องไต่สวน)

 

๑๐) การเพิกถอนต่างๆโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 

-กรณีเพิกถอนฉ้อฉล ตาม ปพพ.ม.๑๑๓

-กรณีกระทำการใดๆ ก่อนถูกฟ้องย้อนหลังไป ๓ เดือนเพื่อให้เจ้าหนี้รายใดรายหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้รายอื่น  ม.๑๑๕ พรบ.ล้มละลาย

 

๑๑)สิทธิของผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ 

สามารถฟ้องศาลล้มละลายเพื่อขอให้ศาลมีคำวินิจฉัย ยื่นตามคำสั่งของเจ้าพนักานพิทักทรัพย์หรือกลับคำสั่งหรือแก้ไข ตามที่เห็นสมควรใน ๑๔ วันนับแต่ทราบการกระทำหรือคำวินิจฉัย  ตาม ม.๑๔๖

 

๑๒) คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีล้มละลายคืออะไร 

คือ คดีที่มีมูลเหตุทางแพ่งสืบเนื่องมาจากคดีล้มละลาย เช่น ไม่ได้เป็นหนี้แต่แกล้งนำคดีล้มละลายมาฟ้องร้อง ฯลฯ

 

๑๓ คดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดีล้มละลายมีข้อหาใดบ้าง 

โดยปกติเราจะทราบว่า เรื่องของการล้มละลายนั้นเป็นเรื่องการที่ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้เพียงแค่รายเดียวหรือหลายรายก็ตาม จากนั้นเมื่อลูกหนี้มียอดค้างชำระเกิน หนึ่งล้านบาทหรือ สองล้านบาท แล้วแต่กรณีก็ตาม สุดท้ายเมื่อลูกหนี้ไม่ได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ จึงเกิดการฟ้องร้องคดีล้มละลายขึ้นมาครับ ซึ่งตามที่เราๆท่านๆเข้าใจกันนั้นเมื่อเป็นเรื่องของการเป็นหนี้เป็นสินกันแล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องของทางแพ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องทางอาญาแต่อย่างใด

 

 

 

    ซึ่งตามกฎหมายนั้นแนวทางการคิดเช่นที่กล่าวมานี้ผิดถนัดเลยครับ เพราะ หากมีการกระทำเกิดขึ้นมาและเข้าหลักเกณท์ตามที่ พระราชบัญญัติล้มละลายกำหนดเอาไว้ให้เป็นความผิดแล้ว การกระทำนั้นจะเป็นความผิดอาญาได้ครับ ซึ่งกรณีนี้กฎหมายให้อำนาจ พนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นพนักงานสอบสวนด้วยครับ ดังนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสอบสวนและรวบรวมหลักฐานในการทำผิดของลูกหนี้ได้ทุกประการครับ รวมถึงการขอผัดฟ้อง ฝากขังด้วยนะครับ และแน่นอนครับหากเจ้าหนี้เห้นว่าลูกหนี้ทำการใดๆที่ผิดเกี่ยวกับล้มละลายและคดีอาญา ตามที่พรบ.ล้มละลายกำหนดเอาไว้แล้ว เจ้าหนี้ก็ย่อมแจ้งความและฟ้องร้องดำเนินคดีเองได้เช่นกันครับ

 

 

 

    ดังนั้นผู้ที่เป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลายนี้ สำหรับบางท่านที่ไม่สามารถใช้หน้ได้ทันตามกำหนดจริงๆแล้วหละก็คงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สำหรับลูกหนี้รายที่สามารถชำระหนี้ได้แต่คิดจะอาศัยช่องว่างของกฎหมายมาเอาเปรียบทางเจ้าหนี้เขานั้น ระวังจะมีความผิดอาญาพ่วงเข้ามาด้วยนะครับ ต่อไปนี้เป็น ข้อหาหรือฐานความผิดตามพรบ.ล้มละลายที่ได้บัญญัติเอาไว้ครับ

 

ส่วนที่ ๒

 

บทกำหนดโทษ

 

 

 

มาตรา ๑๖๑ ลูกหนี้คนใดฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งมาตรา ๖๗ (๓) โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินสองเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๖๒ ลูกหนี้คนใดฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งมาตรา ๖๔ มาตรา ๖๕ มาตรา๗๙ หรือมาตรา ๘๐ โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร หรือขัดขืนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๖ (๑) มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินสี่เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๖๓ ลูกหนี้คนใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

(๑)ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๓ มาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๖๗ (๑) หรือ

(๒)โดยไม่มีข้อแก้ตัวอันสมควร

(๓)ละเว้นไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญ หรือกล่าวเท็จเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินของตนต่อศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีเจตนาฉ้อฉล

(๔)มิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบภายในกำหนดเวลาหนึ่งเดือนเมื่อได้ทราบหรือมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่ามีผู้นำหนี้สินอันเป็นเท็จมาขอรับชำระในคดีล้มละลาย

 

 

มาตรา ๑๖๔ ในระหว่างเวลาหนึ่งปีก่อนมีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือภายหลังนั้น แต่ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้คนใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

(๑) ยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย ก่อความชำรุดหรือเปลี่ยนแปลงดวงตราสมุดบัญชีหรือเอกสารอันเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินของตน หรือรู้เห็นเป็นใจด้วยการกระทำนั้นๆ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า มิได้มีเจตนาปกปิดสภาพแห่งกิจการของตนถ้าปรากฏว่า ดวงตรา สมุดบัญชี หรือเอกสารสูญหาย ชำรุดหรือเปลี่ยนแปลง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ลูกหนี้เป็นผู้กระทำ

(๒) ละเว้นจดข้อความอันเป็นสาระสำคัญ หรือจดข้อความเท็จลงในสมุดบัญชีหรือเอกสารอันเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินของตน หรือรู้เห็นเป็นใจในการนั้น

(๓) นำทรัพย์สินซึ่งได้มาโดยเชื่อและยังมิได้ชำระราคาไปจำนำจำนองหรือจำหน่าย เว้นแต่การนั้นเป็นปกติธุระของลูกหนี้ และพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีเจตนาฉ้อฉล

(๔) รับสินเชื่อจากบุคคลอื่นโดยใช้อุบายหลอกลวงหรือซุกซ่อนโอน หรือส่งมอบทรัพย์สินของตนโดยทุจริตหรือกระทำ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำให้ทรัพย์สินของตนต้องมีภาระผูกพันขึ้นโดยทุจริต หรือยอมหรือสมยอมกับบุคคลอื่นให้ศาลพิพากษาให้ตนต้องชำระหนี้ซึ่งตนมิควรต้องชำระ

 

 

มาตรา ๑๖๕ ในระหว่างเวลาตั้งแต่ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จนถึงเวลาที่พ้นจากล้มละลาย ลูกหนี้คนใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

(๑) รับสินเชื่อจากผู้อื่นมีจำนวนตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไปโดยมิได้แจ้งให้ผู้นั้นทราบว่าตนถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือล้มละลาย

(๒) ประกอบการค้าหรือธุรกิจโดยใช้นามตัวหรือนามสมญาผิดจากที่ตนถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือล้มละลาย และในการนั้นได้รับสินเชื่อจากบุคคลอื่นโดยมิได้แจ้งให้ผู้นั้นทราบว่าตนถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือล้มละลาย

(๓) ประกอบการค้าหรือธุรกิจโดยใช้นามหรือนามสมญาของผู้อื่นบังหน้า

(๔) ประกอบการค้าหรือธุรกิจโดยใช้นามตัวหรือนามสมญาผิดไปจากที่ตนถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือล้มละลาย โดยมิได้โฆษณารายการดังต่อไปนี้ในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยสองฉบับ

ก. นามตัวและนามสมญาที่ถูกพิทัษ์ทรัพย์หรือล้มละลาย

ข. ตำบลที่ตนประกอบการค้าหรือธุรกิจในขณะที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์

ค. นามตัวและนามสมญาซึ่งประสงค์จะใช้ต่อไปในการค้าหรือธุรกิจ

ง. ลักษณะของการค้าหรือธุรกิจที่จะประกอบต่อไป

จ. ตำบลที่จะประกอบการค้าหรือธุรกิจ

 

 

มาตรา ๑๖๖ ลูกหนี้คนใดมีหนี้สินเนื่องในการค้าหรือธุรกิจอยู่ในขณะที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์กระทำกา รอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

(๑) เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบถามหรือศาลทำการไต่สวน ลูกหนี้ไม่สามารถให้เหตุผลอันสมควรถึงการที่ได้เสียทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากในระหว่างเวลาหนึ่งปีก่อนมีการขอให้ล้มละลาย หรือภายหลังนั้นแต่ก่อนมีคำสั่งพิทักษ์

(๒) กระทำหนี้สินอันพึงขอรับชำระได้ในคดีล้มละลายโดยไม่มีเหตุอันน่าเชื่อว่าจะสามารถชำระหนี้นั้นได้

 

 

มาตรา ๑๖๗ บุคคลซึ่งประกอบพาณิชยกิจตามที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนพาณิชย์คนใด ไม่มีบัญชีย้อนหลังขึ้นไปสามปีนับแต่วันที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งจะแสดงให้เห็นการประกอบพาณิชยกิจหรือฐานะการเงินของตนอย่างเพียงพอ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบัญชีซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้น มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๖๘ ในระหว่างเวลาหกเดือนก่อนมีการขอให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือภายหลังนั้น แต่ก่อนเวลาที่พ้นจากล้มละลาย ลูกหนี้คนใดออกไปหรือพยายามจะออกไปนอกราชอาณาจักร โดยนำทรัพย์สินซึ่งตามกฎหมายต้องเอาไว้แบ่งใช้หนี้แก่เจ้าหนี้ราคาเกินกว่าหนึ่งร้อยบาทออกไปด้วยเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีเจตนาฉ้อฉล มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๖๙ เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วลูกหนี้คนใดซ่อนตัวหรือหลบไปเสียจากที่ๆ เคยอยู่ หรือที่ทำการค้า หรือประกอบธุรกิจแห่งสุดท้าย หรือออกไปนอกราชอาณาจักร โดยเจตนาหลีกเลี่ยงหมายเรียกหรือหมายนัดของศาลในคดีล้มละลาย หรือหลีกเลี่ยงการที่จะถูกสอบสวน หรือไต่สวนเกี่ยวกับกิจการหรือทรัพย์สินของตน หรือทำให้เกิดความลำบากขัดข้องแก่กระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๗๐ เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้คนใดกระทำการฉ้อฉลหรือให้ หรือเสนอให้ หรือตกลงว่าจะให้ประโยชน์ใดๆ แก่เจ้าหนี้ โดยมุ่งหมายที่จะได้รับความยินยอมของเจ้าหนี้นั้นในการขอประนอมหนี้ หรือข้อตกลงเกี่ยวกับกิจการหรือการล้มละลายของตน หรือเพื่อมิให้มีการคัดค้านการขอปลดจากล้มละลาย มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๗๑ เจ้าหนี้หรือผู้แทนเจ้าหนี้คนใดกล่าวอ้างหรือขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย หรือการขอประนอมหนี้ หรือในการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยไม่เป็นความจริงในส่วนสาระสำคัญ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามิได้มีเจตนาฉ้อฉล มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

 

 

มาตรา ๑๗๒ เจ้าหนี้หรือผู้แทนเจ้าหนี้คนใด เรียกหรือรับหรือยินยอมที่จะรับทรัพย์สินหลักประกันหรือผลประโยชน์ใดๆ ไว้เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น เพื่อที่จะยินยอมหรือไม่คัดค้านในการขอประนอมหนี้ หรือการขอปลดจากล้มละลาย มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าเท่าของราคาผลประโยชน์อันมิควรได้นั้น

 

 

มาตรา ๑๗๓ ผู้ใดรู้ว่าได้มีหรือจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วยักย้าย ซุกซ่อน รับจำหน่าย หรือจัดการแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้โดยเจตนาทุจริต มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองเท่าราคาทรัพย์สินนั้น หรือจำคุกไม่เกินสองปีหรือทั้งปรับทั้งจำเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันแล้ว บุคคลทุกคนได้ทราบว่ามีคำสั่งนั้น

 

 

มาตรา ๑๗๔ ผู้ใดกล่าวอ้างโดยไม่เป็นความจริงว่าตนเป็นเจ้าหนี้โดยมุ่งหมายที่จะได้ดูหรือคัดสำเนาเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

 

 

มาตรา ๑๗๕ บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่และความรับผิดทางอาญาเช่นเดียวกับลูกหนี้ สำหรับกิจการที่ตนได้กระทำในขณะที่เป็นผู้ประกอบการงานของลูกหนี้

(๑)ถ้าลูกหนี้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานหรือผู้ชำระบัญชีของหุ้างหุ้นส่วนนั้น                                

(๒)ถ้าลูกหนี้เป็นบริษัทจำกัด ผู้เริ่มก่อการ กรรมการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ชำระบัญชีของบริษัทนั้น

(๓)ถ้าลูกหนี้เป็นนิติบุคคลอื่นนอกจากที่กล่าวไว้ใน (๑) และ (๒) ผู้จัดการหรือผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคลนั้น

(๔)ถ้าลูกหนี้มีตัวแทนหรือลูกจ้างเป็นผู้ประกอบการงาน ตัวแทนหรือลูกจ้างของลูกหนี้นั้น

(๕)ถ้าลูกหนี้ตาย ทายาท ผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์ของลูกหนี้นั้น



 
Online:  19
Visits:  2,282,198
Today:  236
PageView/Month:  23,265