สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
ผู้เขียน : นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : ภาษีบุคคลธรรมดาอ่าน 1170 / ความคิดเห็น 0
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
หัวข้อ : ภาษีบุคคลธรรมดา
10/1/2558 15:40:00

 

๑)อายุความการออกหมายเรียกประเมิน

 

 

-กรณีแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้อง ม.๑๙ ต้องทำใน ๒ ปีนับแต่ยื่นแบบ

 

-กรณีไม่ยื่นแบบ ม.๒๓ ได้ตลอดแต่การฟ้องให้จ่ายภาษีมีอายุความ ๑๐ ปีการเรียกจึงควรทำใน ๑๐ ปีเช่นกัน

 

 

 

 

 

 ๒) มีเงินได้ ที่ต้องเสียภาษี หรือไม่

 

การเก็บภาษีประเภทนี้ ของไทย มี  ๒ หลัก คือ ๑)หลักถิ่นที่อยู่ หมายถึง ผู้ที่อยู่ในไทยเกิน ๑๘๐ วันและนำเงินได้ที่เกิดต่างประเทศเข้ามาในไทย ในปี ภาษีเดียวกัน  ๒)หลักแหล่งเงินได้ หมายถึง เมื่อ มีเงินได้เกิดขึ้นที่เมืองไทย ก็ต้องเสียภาษีให้แก่ไทย โดยทั้งสองหลักนี้ บุคคลที่ต้องเสียภาษีนั้นต้องมีเงินได้ ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อไปขึ้นไป

 

โดย สิ่งที่เรียกว่า “เงินได้” หมายถึง ผลประโยชน์ที่ได้รับมาและสามารถคำนวณออกมาเป็นจำนวนเงิน เช่น สวัสดิการต่างๆที่ได้รับมา รถยนต์ , บ้าน , อาหารกลางวัน  , ภาษีที่คนอื่นออกให้แทน ฯลฯ

 

 

 

 

๓)เงินได้ ที่ได้รับมา เป็นเงินได้ประเภทใด

 

ที่ต้องพิจารณาประเด็นนี้เนื่องจาก เงินได้ตาม มาตรา ๔๐ ของ ป.รัษฎากร ถูกกำหนดเอาไว้ ๘ อย่างแต่ละอย่างก็ได้ถูกกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าตีความไม่ถูกประเภทว่า เงินได้ที่ได้รับมาเป็นประเภทใดแล้ว ก็จะนำไปสู่การหักค่าใช้จ่ายที่ผิดพลาดส่งผลถึงการคำนวณการจ่ายภาษีที่ผิดพลาด จนถูกประเมินภาษีในที่สุด

 

เงินได้ ๘ ประเภทที่กล่าวมาคือ

 

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงาน

 

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.7/2528 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.23/2533 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.56/2538 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

 

 (2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป )

( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 29/2538 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.124/2546 )

 

 (3) ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปี หรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับปีภาษี 2502 เป็นต้นไป )

 

 (4) เงินได้ที่เป็น

 

  (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่าราคาไถ่ถอน รวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืม หรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิด ไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (30))

( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 30/2538 )

 

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือ ประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม เงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525 ใช้บังคับปีภาษี 2525 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.119/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.122/2545 )

 

  เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน

    ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งเป็นผู้มีเงินได้ด้วยโดยอนุโลม

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523 ใช้บังคับปีภาษี 2523 เป็นต้นไป )

 

(ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

(ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่ากำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน

 

 (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือเงินที่กันไว้รวมกัน

(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือรับช่วงกัน หรือเลิกกัน ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน

(ช) ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือ โอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ข้อ 2 (30) )

 

 (5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

 

(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

( ดูประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผู้มีเงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สินไม่ยื่นรายการเงินได้ให้ครบถ้วน )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.1/2526 )

    (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

    (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น โดยไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว

    ในกรณี (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงินได้แสดงเงินได้ต่ำไป ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน 2 หมวด 2 ลักษณะ 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับปีภาษี 2502 เป็นต้นไป )

 

  (6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือ วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม หรือวิชาชีพอิสระอื่น ซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดชนิดไว้

    (7) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ

    (8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.102/2544)

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.119/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.122/2545 )

 

  เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทใด ไม่ว่าทอดใดหรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของ ปีภาษีเดียวกันกับเงินได้ที่ออกแทนให้นั้น

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2528 เป็นต้นไป )

 

 

 

 

 

๔) เงินได้ที่ได้รับมาแล้ว เป็นเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นเงินได้หรือไม่

 

    ตามม.๔๒ กำหนดเงินได้ที่ได้รับยกเว้นเอาไว้ ดังนี้

 

 (1) ค่าเบี้ยเลี้ยงหรือค่าพาหนะ ซึ่งลูกจ้างหรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงาน หรือผู้รับทำงานให้ ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะ ในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น  

 

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.59/2538 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

 

(2) ค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทางตามอัตราที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง

(3) เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้าง เฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมดโดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการจ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิม และในการเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวัน นับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับปีภาษี 2503 เป็นต้นไป )

 

 (4) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 มีข้อกำหนดว่า นายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงินเต็มจำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียม เงินค่านายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช 2475 นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

    (5) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้องเสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ

    (6) เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์ หรือแสตมป์ไปรษณียากรของรัฐบาล

   (7) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการ หรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือสถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้

 

 (8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

 

  (ก) ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

    (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

 (ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7พ.ย. 2534 เป็นต้นไป )

( ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 301) พ.ศ. 2539 )

( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55) )

( ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 64) )

 

 (9) การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525 ใช้บังคับ 27 ก.พ. 2525 เป็นต้นไป )

 

 (10) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล รางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขัน ซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพในการประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามการกระทำความผิด

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับสำหรับปีภาษี 2503 เป็นต้นไป )

 

(12) บำนาญพิเศษ บำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอด หรือบำเหน็จตกทอด

(13) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือการฌาปนกิจสงเคราะห์

(14) เงินส่วนแบ่งของกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ แต่ไม่รวมถึงเงินส่วนแบ่งของกำไรจากกองทุนรวม

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ .2529 ใช้บังคับ 1 ก.พ. 2529 เป็นต้นไป )

 

(15) เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าว อันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือครอบครัวได้ทำเอง

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2505 เป็นต้นไป )

 

(16) เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดก ซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา 57 ทวิ

(17) เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 201 (พ.ศ. 2539) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 219 (พ.ศ. 2542) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 230 (พ.ศ. 2544) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 241 (พ.ศ. 2546) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 252 (พ.ศ. 2548) )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 254 (พ.ศ. 2548) )

 

 (18) รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขาย หรือส่วนลดจากการซื้อสลากบำรุงกาชาดไทย

 

( ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 206) พ.ศ. 2515 )

 

 (19) ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา 4 ทศ

 

( ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 206) พ.ศ. 2515 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2515 เป็นต้นไป )

( ดูกฎกระทรวง ฉบับที่ 161 (พ.ศ. 2526) )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.64/2539 )

 

(20) (ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2525 มาตรา 5 ตั้งแต่ 28 ส.ค. 2525 เป็นต้นไป)

(21) (ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ตั้งแต่ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป)

(22) (ยกเลิกโดย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 มาตรา 8 ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2529เป็นต้นไป)

(23) เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม

(24) เงินได้ของกองทุนรวม

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517 ใช้บังคับปีภาษี 2518 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.119/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.122/2545 )

 

 (25) เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคม ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533 ใช้บังคับ 3 ก.ย. 2533 เป็นต้นไป )

 

 

 

 

 

๕) เงินได้ที่รับมาแล้วนั้น เป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในปีใด

 

            ประเด็นนี้ที่ต้องทราบเนื่องจาก หากนำเงินได้ ไปคำนวณในปีภาษีที่ไม่ตรงกับหลักเกณท์ของกรมสรรพากรแล้ว  จะทำให้มีการจ่ายภาษีไม่ถูกต้อง จนถูกประเมินภาษีได้ ซึ่งหลักในการพิจารณาว่า ได้รับเงินได้ มาหรือยังนั้น ใช้หลัก เงินสด อธิบายง่ายๆคือ  เงินได้ที่ได้รับมาแล้วในปีภาษีใด( ๑ ม.ค. ถึง ๓๑ ธ.ค .)ก็ให้เป็นเงินได้ในปีภาษีนั้นๆ ซึ่งตรงนี้จะแตกต่างจาก ภาษีนิติบุคลที่จะใช้เกณท์สิทธิ(คือมีสิทธิได้รับเมื่อใดก็ถือว่าได้รับ แม้ยังไม่ได้รับมาจริงๆ)

 

 

 

 

 

๖) ผู้ถูกประเมิน มีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่

 

                ป.รัษฎากร กำหนดบุคคลที่จะต้องเป็นผู้เสียภาษีเอาไว้ ดังนี้

 

- บุคคลทุกคน ผู้ที่อยู่ในไทยเกิน ๑๘๐ วันและนำเงินได้ที่เกิดต่างประเทศเข้ามาในไทย ในปี ภาษีเดียวกัน  อย่างต่ำ ๑๕๐,๐๐๐ บาท  หรือ มีเงินได้เกิดขึ้นที่ไทยขั้นต่ำ ๑๕๐,๐๐๐ บาท  ในปี ภาษีเดียวกัน 

 

- ผู้เยาว์ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี

 

-ผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน

 

-ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่ หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา ตัวการ ตัวแทน นายจ้างหรือลูกจ้าง    เว้นแต่

    (1) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

    (2) เป็นของผ่านแดน

    (3) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

    (4) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งในราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร

 

 

 

- ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง ในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น

 

 

 

 

 

 

 

๗) มีการหักค่าใช้จ่ายถูกต้องหรือไม่

 

 ตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๓ ว่าเงินได้แต่ละประเภทจะหักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต่อไปนี้ เป็นอัตราตามที่กฎหมายกำหนด

 

มาตรา42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(1) และ (2) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท   ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

 

 

 

 

 

มาตรา42 ตรีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) เฉพาะที่เป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 แต่ต้องไม่เกิน 60,000 บาท

 

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับปีภาษี 2535เป็นต้นไป )

 

 ในกรณีที่สามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปี

 

ภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

 

 

( ประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2520 ใช้บังคับปีภาษี 2520 เป็นต้นไป )

 

มาตรา 43 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(5) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497 ใช้บังคับปีภาษี 2497เป็นต้นไป )

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11 ) พ.ศ. 2502 มาตรา 5 )

 

 

 

 

 

    มาตรา 44 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(6) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497 ใช้บังคับปีภาษี 2497 เป็นต้นไป )

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 6 )

 

 

 

 

 

    มาตรา 45 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40 (7)ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497 ใช้บังคับปีภาษี 2497 เป็นต้นไป )

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 7 )

 

 

 

 

 

๘)มีการหักค่าลดหย่อนถูกต้องหรือไม่

 

มาตรา 46 เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา 40(8)ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2496 ใช้บังคับปีภาษี 2496 เป็นต้นไป )

(ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 มาตรา 8, มาตรา 8 ทวิ)

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

 

 

 

 

 

๙) มีการหักภาษี ณ.ที่จ่ายและคำนวณภาษี หัก ณ.ที่จ่ายตาม ม.๕๐ เอาไว้ถูกต้องหรือไม่

 

 

 

       ประเด็นนี้ บุคคลหรือคณะบุคคล ที่จ่ายเงินตาม มาตรา ๔๐ แก่ผู้อื่นต้องดำเนินการหัก ภาษี ณ.ที่จ่ายเอาไว้ ตามวิธีการใน ม.๕๐ หากไม่ดำเนินการหรือดำเนินการหักแล้วไม่ครบถ้วนผู้จ่ายเงินได้ดังกล่าวมาต้องรับผิดร่วมกันกับผู้รับเงินได้ที่จ่ายไปจนกว่าจะจ่ายครบ

 

 (1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2)ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย    ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้นเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี

 

 

 

( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม  

 

(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.16/2530 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.96/2543 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.115/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

 

    ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงาน และได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

    ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสาม ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

 

พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม    ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป )

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) )

 

    (2) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) และ (4)ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.122/2545 )

 

         (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) และ (4) นอกจากที่ระบุไว้ใน(ข)(ค)(ง) และ (จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

 

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 270 ) พ.ศ. 2537 )

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 377) พ.ศ. 2544 )

 

 (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48(3) (ก) และ(ค) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้      

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 290) พ.ศ. 2538 )

 

 (ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา 48(3) (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงินผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ ในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้ และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

 (ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ก) ที่มิได้ระบุใน (ข) และ

 (ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคล และจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องหักภาษีตามมาตรานี้

 

 

(จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4) (ข) ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 10.0 ของเงินได้

 

 

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม   

 

(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค. 2535 เป็นต้นไป)

( ดูพระราชกฤษฎีกา     (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2536 )

( ดูพระราชกฤษฎีกา     (ฉบับที่ 270) พ.ศ. 2537 )

( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 20/2533 )

( ดูคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 21/2533 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.119/2545 )

 

    (3) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) และ (6) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 15.0 ของเงินได้

 

 

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม    (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 1 ม.ค.2535 เป็นต้นไป )

 

    (4) นอกจากกรณีตาม (5) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่าย

 

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5)(6) (7) หรือ (8)   แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรให้กับผู้รับรายหนึ่ง ๆ มีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 10,000

 

บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆไม่ถึง 10,000 บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ 1 ของยอดเงินได้พึงประเมิน แต่เฉพาะเงินได้ในการประกวด

 

หรือแข่งขัน ให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้

 

 

 

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม    (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ปีภาษี 2528 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.120/2545 )

 

    (5) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขายอสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้

 

         (ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจากการให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(4) (ก) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

         (ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก (ก) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48(4) (ข)    เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

 

 

 

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 165 ) พ.ศ. 2529 )

( ดูพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 376) พ.ศ. 2544 )

 

    (6) ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน (5) โดยถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้

( พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525 ใช้บังคับ 27 ก.พ. 2525 เป็นต้นไป )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.117/2545 )

( ดูคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.130/2546 )

 

 

 

๑๐) ผู้ถูกประเมินได้ทำการอุทธรณ์คำสั่งต่อ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดหรือไม่

 

ประเด็นนี้ เนื่องจากกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่า ผู้ถูกประเมินต้องทำการอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ภายใน ๓๐ วันนับแต่ได้รับแจ้งการถูกประเมินมิฉะนั้นจะไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการประเมิน ดังนั้นการอุทธรณ์จึงเป็นเงื่อนไขของอำนาจฟ้องซึ่งการอุทธรณ์นั้น หากอุทธรณ์ในประเด็นภาษีเรื่องใดเอาไว้แล้ว แม้ในชั้นศาลจะยกเอาเหตุผลสนับสนุนในประเด็นนั้นไม่เหมือนกันกับเหตุผลที่ใช้สนับสนุนในชั้นอุทธรณ์คำสั่งประเมินก็ย่อมทำได้ เพียงแต่ประเด็นในชั้นศาลต้องเป็นประเด็นเดียวกันกับในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น อนึ่งกรณีที่จะไม่ต้องอุทธรณ์แต่สามารถฟ้องได้เลย นั้น ต้องเป็นกรณีที่ กรมสรรพากรทำการประเมินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่น ประเมินซ้ำซ้อนประเมินโดยไม่มีกฎหมายให้ทำได้หรือในประเด็นอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการถูกประเมินแต่อย่างใดอนึ่งกรณีถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินหลังจากถูกประเมินผู้ถูกประเมินต้องรีบดำเนินการยื่นอุทธรณ์และขอทุเลาต่อไป

 

 

...................................................................................................................................................................................

 

 

 

คดีอาญา

 

      มีเจตนา

 

(1) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจ แจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ หรือ

 

(2) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้

 

ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท

 

“””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

 

 ขอขอบคุณข้อมูลจากกรมสรรพากรครับ



 
Online:  9
Visits:  2,335,390
Today:  30
PageView/Month:  14,376