สำนักงานทนายความรับว่าความและให้คำปรึกษากฎหมายทุกประเภท

      
 
เว็บบอร์ดทนายความคดีปกครองปกครอง มีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ
ผู้เขียน : นวพล ผ่องอำไพ   หัวข้อ : ปกครอง มีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอ่าน 1853 / ความคิดเห็น 1
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
หัวข้อ : ปกครอง มีข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ
9/1/2558 16:49:00

ปัจจุบันนี้มีคดีปกครองเกิดขึ้นมากมาย จึงขอโอกาสนี้อธิบายถึงคดีปกครองในแง่มุมของนักกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการทำงาน การศึกษา ของผู้สนใจ โดยจะขอกล่าวในส่วนของขั้นตอนวิธีการพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีปกครองและต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีปกครอง และเมื่อเป็นคดีปกครองแล้วต้องดำเนินการใดๆบ้าง นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องสัญญาทางปกครองและสัญญาทางแพ่ง และ ความรับผิดหรือเจ้าหน้าที่รัฐปฎิบัติงานตามหน้าที่ในกฎหมายทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียหายด้วยครับ ว่าใครต้องรับผิดอย่างไร และการฟ้องคดีปกครองนั้น ต้องฟ้องที่ใด อย่างใดครับ

 

   ๑ การพิจารณาว่าคดีใดเป็นคดีปกครองและต้องนำกฎหมายวิธีปฎิบัติราชการปกครองมาบังคับใช้นั้น ต้องพิจารณาจาก ตัวคุ่กรณีและ การกระทำของคู่กรณีนั้นว่าเป็นการกระทางปกครองหรือไม่

 

๑.๑ คู่กรณี

 

          คดีที่สามารถฟ้องศาลปกครองได้ต้องเป็นคดีทีมีคู่พิพาทระหว่าง เจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การปกครองท้องถิ่น  องค์กรเอกชนซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติกับ เอกชน หรือกับเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การปกครองท้องถิ่น  องค์กรเอกชนซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาตามพระราชบัญญัติ โดยมีข้อพิพาทอันเนื่องมาจาก การออกคำสั่งทางปกครองหรือการปฎิบัติงานตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ

 

๑.๒ การกระทำทางปกครอง

 

           ๑.๒.๑ การออกคำสั่งทางปกครองคือการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย(พรบ.ต่างๆแต่ไม่รวมรัฐธรรมนูญ)โดยการแสดงเจตนาของตนฝ่ายเดียวต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล เพื่อให้เกิดผลตามกฎหมายเป็นการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพหรือสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เป็นคู่กรณีในนิติสัมพันธ์เกิดขึ้น(ง่ายๆคือออกคำสั่งให้ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ มีสิทธิ หมดสิทธิ์ ให้หรือไม่ให้) แต่คำสั่งทางปกครองไม่ใช่สิ่งเหล่านี้

 

- การที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้สิทธิตามสัญญาไม่ว่าจะเป็นสัญญาทางปกครองหรือทางแพ่ง

- การที่หน่วยงานรัฐออกกฎต่างๆ(จริงๆการออกกฎก็เป็นการการกระทำทางปกครองแต่ไม่ใช่การออกคำสั่งทางปกครองเพราะกฎนั้นบังคับใช้กับทุกคนไม่ได้เฉพาะเจาะจงอย่างคำสั่งทางปกครอง)

- การที่ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานรัฐออกคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานฝ่ายปกครองนั้น โดยเป็นคำสั่งที่ไม่กระทบกับสิทธิ หน้าที่ สถานภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใดเช่นคำสั่งให้มาช่วยราชการแต่คำสั่ง ลด ขึ้น เงินเดือน ไล่ออก เป็นคำสั่งทางปกครองแต่ทั้งนี้ หากผู้ใต้บังคับบัญชาเสียหายก็ฟ้องศาลปกครองได้เพราะเป็นคดีปกครองเช่นกันเพียงแต่ไม่ได้ใช้กฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครองมาใช้กับกรณีเท่านั้น

 

๒  กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของผู้ที่ออกคำสั่งทางปกครองในคดีปกครองซึ่งต้องใช้กฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง

 

 

 

กระบวนการตรวจสอบผู้ออกคำสั่งทางปกครอง

 

    ๒.๑ กรณีที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง คือ เจ้าหน้าที่รัฐ

 

-  เจ้าหน้าที่ของรัฐคนนั้นต้องได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้น หากไม่ได้รับแต่งตั้งแต่ไปออกคำสั่งทาง ปกครอง คำสั่งทางปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากได้รับการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขาดคุณสมบัติมีลักษณะต้องห้ามแล้ว ผลคือคำสั่งทางปกครองนั้นยังชอบกฎหมายอยู่

 

- เจ้าหน้าที่รัฐที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้นต้องดำรงตำแหน่งอยู่ ณ.ขณะที่ออกคำสั่งทางปกครอง

 

- เจ้าหน้าที่รัฐที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้นต้องไม่เป็นคู่กรณี คู่สมรสของคู่กรณี ญาติของคู่กรณี บุพการีหรือผู้สืบสันดานทุกชั้นๆหรือเป็น หรือเคยเป็นบุตรบุญธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้แทน ตัวแทนคู่กรณี เจ้าหนี้ ลูกหนี้คู่กรณี หากเป็นดังที่กล่าวมาถือว่ามีเหตุอันร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาคดีปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่รัฐจะออกคำสั่งในเรื่องนั้นๆไม่ได้

 

๒.๒ กรณีที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองเป็นคณะกรรมการ

-  ต้องมีองค์ประชุมครบและการลงมติตามที่กฎหมายกำหนด (ตามพรบ.วิธีปฎิบิตราชการทางปกครองต้องมีอย่างน้อยกึ่งหนึ่งจึงจะครบองค์ประชุม ) กรณีที่องค์ประชุมถึงเกณท์และการลงมติตามที่พรบ.กำหนดแต่คณะกรรมการบางคนดำรงตำแหน่งไม่ชอบหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติเช่นนี้ไม่มีผลต่อการเป็นองค์ประชุมและมติ

-  ต้องมีการเรียกประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ ต้องทำเป็นหนังสือให้ทราบไม่น้อยกว่า๓ วันก่อนประชุม เว้นแต่ได้มีการบอกนัดประชุมในที่ประชุมครั้งก่อนแล้วและกรรมการที่ไม่ได้รับหนังสือหรือได้รับหนังสือช้าก็อยู่ในที่ประชุมครั้งก่อนด้วย หรือกรรมการที่ไม่ได้รับหนังสือหรือได้รับหนังสือช้าก็อยู่ในที่ประชุมครั้งนี้ด้วยและไม่ได้คัดค้านหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจทำหนังสือเรียกประชุมแต่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าก่อนประชุมไม่น้อยกว่า ๓ วันแล้ว กรณีที่การเรียกประชุมไม่ชอบนี้มีผลคือ การประชุมและลงมติไม่ชอบด้วยกฎหมายทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นๆไม่ชอบด้วยกฎหมาย

- ต้องมีกฎหมายระบุว่ามอบอำนาจมาประชุมแทนได้หากไม่มีกฎหมายระบุเรื่องการมอบอำนาจมาประชุมแทนเอาไว้แล้ว ไม่สามารถทำได้แต่อย่างใด หากฝ่าฝืนผลคือมติที่ประชุมนั้นเสียไป

- กรรมการที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการที่ออกคำสั่งทางปกครองนั้นต้องไม่เป็นคู่กรณี คู่สมรสของคู่กรณี ญาติของคู่กรณี บุพการีหรือผู้สืบสันดานทุกชั้นๆหรือเป็น หรือเคยเป็นบุตรบุญธรรม ผู้พิทักษ์ ผู้แทน ตัวแทนคู่กรณี เจ้าหนี้ ลูกหนี้คู่กรณี หากเป็นดังที่กล่าวมาถือว่ามีเหตุอันร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาคดีปกครองไม่เป็นกลาง เจ้าหน้าที่รัฐจะออกคำสั่งในเรื่องนั้นๆไม่ได้


กระบวนการตรวจสอบรูปแบบของคำสั่งทางปกครอง


- กรณีออกคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา กรณีนี้ผู้ถูกบังคับสามารถร้องขอใน ๗ วันนับแต่มีคำสั่งให้ผู้ออกคำสั่งทางปกครองทำคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือได้

- กรณีออกคำสั่งทางปกครองเป็นหนังสือ ต้องมี วันเดือนปีที่ออกคำสั่ง ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง ลายมือชื่อ ผู้ออกคำสั่ง พร้อมด้วย ข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการพิจารณา คำสั่งทางปกครองที่ยกเว้นให้ไม่ต้องมีข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการพิจารณา คือ กรณีที่มีผลตามที่มีผู้ขอ หรือเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว หรือเป็นความลับ


๓ การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง


 กรณีที่มีกฎหมายกำหนดเอาไว้เฉพาะเรื่องแล้ว การอุทธรณ์ก็ต้องบังคับตามที่กฎหมายนั้นๆกำหนดเอาไว้ แต่หากไม่มีกฎหมายใดกำหนดไว้โดยเฉพาะแล้ว ต้องทำอุทธรณ์เป็นหนังสือยื่นต่อผู้ออกคำสั่งทางปกครองใน ๑๕ วันนับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งทางปกครอง และการอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดี ต้องทำเรื่องขอทุเลาต่างหาก ตามมาตรา ๕๖ พรบ.วิธิปฎิบัติราชการทางปกครอง

 

๔   การขอพิจารณาใหม่


อาจทำได้โดยยื่นเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ๆออกคำสั่งทางปกครอง ก) หากว่ามีพยานหลักฐานใหม่เปลี่ยนไปในสาระสำคัญหรือ ข)คู่กรณีที่แท้จริงไม่ได้เข้ามาในกระบวนพิจารณาหรือ ถูกตัดโอกาสในการมีส่วนร่วมโดยไม่เป็นธรรม ค)เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองเรื่องนั้นหรือ ง)มีข้อกฎหมายเปลี่ยนไปในทางเป็นประโยชน์แก่คุ่กรณี โดยการขอตาม ก-ค นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่กรณีไม่ทราบเหตุในการพิจารณาครั้งที่แล้วโดยไม่ใช่ความผิดของผู้นั้นและการขอในทุกกรณีต้องทำใน ๙๐ วันนับแต่รู้เหตุที่จะขอใหม่ได้

 

๕  การนับระยะเวลา

 

มิให้นับวันแรกเข้าไปด้วย เว้นแต่จะได้เริ่มการในวันนั้นหรือเจ้าหน้าที่กำหนดเป็นอย่างอื่น ถ้าวันสุดท้ายเป็นวันหยุด ให้เริ่มนับวันถัดจากวันหยุดไป

 

๖ อายุความสะดุด

กรณีที่มีการอุทธรณ์ อายุความสะดุดหยุดลงจนกว่าจะมีพิจารณาอุทธรณ์ถึงที่สุด แต่ถ้าเสร็จไปเพราะเหตุถอนหรือทิ้งคำขอให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง

 

 

 

กรณีคดีปกครองแต่ไม่นำพรบ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครองมาบังคับใช้

 

-การปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานรัฐ(ไม่ใช่การออกคำสั่งทางปกครองแต่เป็นการทำงานตามหน้าที่เช่นหมอรักษาคนไข แต่คนไข้ตาย หรือ คนขับรถขนขยะขับรถชนกับรถยนต์ขณะที่จะนำขยะไปทิ้งเป็นต้น) คดีเหล่านี้เป็นคดีปกครองแต่ไม่ใช้พรบ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครองมาบังคับใช้แต่อย่างใด แต่ให้นำ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐมาบังคับใช้แทนโดยหากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำละเมิดในการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว ต้องฟ้องหน่วยงานรัฐ ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ ต่อศาลปกครอง นอกจากนี้ก่อนฟ้องผู้เสียหายยังทำเรื่องขอให้หน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่รัฐ ชดใช้ค่าเสียหายให้ตนได้ หากไม่พอใจคำวินิจฉัยอย่างใด ก็ฟ้องศาลปกครองอีกทีหนึ่งได้ หรือจะเลือกฟ้องโดยไม่ยื่นคำขอรับเงินจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ทำละเมิดก่อนฟ้องศาลปกครองก็ได้

 

-การออกกฎของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานทางปกครอง


 

คดีใดบ้างที่ฟ้องศาลปกครอง

 

 (๑) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

(๒) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(๓) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

(๕) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

(๖) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง


เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง


(๑) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร

(๒) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

(๓) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น

 

 สัญญาทางปกครองและสัญญาทางแพ่ง


 สัญญาทางปกครอง ต้องมีฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ โดยสัญญาทางปกครองมี ๓ ประเภท คือ

 

๑ สัญญาสัมปทานคือสัญญาที่หน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐให้บุคลอื่นๆเข้ามาจัดทำบริการสาธารณะแทนตนเช่น กรมทางให้บริษัท....เข้ามาทำทางด่วนแทนตนเองที่จริงๆต้องทำ จากนั้นก็ให้บริษัท..นั้นเก็บค่าบริการจากประชาชนครับ

 

 ๒ สัญญาที่จัดทำบริการสาธารณะ เชน องค์การบริหารส่วนตำบลจ้างบุคคลอีกคนหนึ่งมาสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ แต่กรณีนี้ อบต.และ คนสร้างไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินจากการใช้สะพานของประชาชนครับ คนสร้างคงได้เงินค่าสร้างจาก อบต.เท่านั้น

 

 ๓ สัญญาที่ให้แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สัญญาเก็บรังนกนางแอ่นมาทำ รังนก

 

 


จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด : 1
1
รูปประจำตัว
นวพล ผ่องอำไพ
  • 1 กระทู้ที่เริ่มไว้
  • 1 มีนาคม 2553
รูปไอคอน
ความคิดเห็น : 1
25/3/2558 14:31:00

พระราชบัญญัติ

ระเบียบข้าราชการพลเรือน

พ.ศ. ๒๕๕๑ 

 

๑) การบังคับใช้ เนื่องจากมีข้าราชการบางหน่วยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.ฉบับนี้เพราะมีกฎหมายฉบับอื่นกำหนดเอาไว้แล้ว ดังนั้นพรบ.นี้จึงไม่ใช้บังคับ ข้าราชการอื่นๆ ได้แก่

• ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ • ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา • ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา •

ข้าราชการทหาร• ข้าราชการตำรวจ • ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม • ข้าราชการฝ่ายอัยการ • ข้าราชการรัฐสภา •

ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง • ข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ • ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. • ข้าราชการ สตง. •

ข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร • ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด • ข้าราชการการเมือง

พนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆเช่นพนักงานส่วนท้องถิ่น • พนักงานรัฐวิสาหกิจ • พนักงานราชการ • พนักงานมหาวิทยาลัย •

พนักงานกระทรวงสาธารณสุข • พนักงานองค์การมหาชนและหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ • ลูกจ้างประจำ

เนื่องจากมีกฎหมายของแต่ละหน่วยงานแยกไว้ต่างหากแล้ว

 

๒) กรณีที่จะเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง

๒.๑ไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

๒.๒ กระทำการดังต่อไปนี้

(๑) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม

(๒) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติของคณะรัฐมนตรี นโยบายของรัฐบาล และปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ

(๓) ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะ เอาใจใส่ และรักษาประโยชน์ของทางราชการ

(๔) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ  

(๕) ไม่อุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ

(๖) ไม่รักษาความลับของทางราชการ

(๗) ไม่สุภาพเรียบร้อย ไม่รักษาความสามัคคีและไม่ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ

(๘) ไม่ต้อนรับ ไม่ให้ความสะดวก ไม่ให้ความเป็นธรรม และไม่ให้การสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน

(๙) ไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการด้วย

(๑๐) ไม่รักษาชื่อเสียงของตน และไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย

(๑๑) กระทำการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

 ๒.๓ รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย

๒.๔ ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว

๒.๕ อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น

๒.๖ ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ

๒.๗ กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน

๒.๘ เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท

๒.๙ กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่นแกล้ง กดขี่ หรือข่มเหงกันในการปฏิบัติราชการ

๒.๑๐กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

๒ .๑๑ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการ

๒.๑๒ กระทำการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

 

๓)กรณีที่จะเป็นความผิดวินัยร้ายแรง

 (๑) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต

(๒) ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

(๓) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ

(๔) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

(๕) ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหง หรือทำร้ายประชาชนผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง

(๖) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษที่หนักกว่าโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าโทษจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๗) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๒ หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๘๓ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง

(๘) ละเว้นการกระทำหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๐ วรรคสองและมาตรา ๘๒ (๑๑) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา ๘๓ (๑๐) ที่มีกฎ ก.พ. กำหนดให้เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

 

๔) กระบวนขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย

๔.๑ เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุทราบโดยเร็ว และให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้โดยเร็วด้วยความยุติธรรมและโดยปราศจากอคติ

๔.๒ เมื่อได้รับรายงานหรือความดังกล่าวปรากฏต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุรีบดำเนินการหรือสั่งให้ดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้ในกรณีที่เห็นว่ามีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ดำเนินการต่อไป แล้วแต่กรณี

๔.๓ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๑ ปรากฏว่ากรณีมีมูลถ้าความผิดนั้นมิใช่เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาแล้วผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษตามควรแก่กรณีโดยไม่ตั้งคณะกรรมการสอบสวน(ถ้าแต่งตั้งก็ต้องให้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานเป็นหนังสือให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ พร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน)  ถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ให้ผู้บังคับบัญชาดังกล่าวสั่งยุติเรื่อง

๔.๔ ในกรณีที่ผลการสืบสวนหรือพิจารณาตามมาตรา ๙๑ ปรากฏว่ากรณีมีมูลอันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบพร้อมทั้งรับฟังคำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา(การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้ทำเป็นบันทึกระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร เป็นความผิดวินัยในกรณีใด และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา โดยจะระบุชื่อพยานด้วยหรือไม่ก็ได้ รวมทั้งแจ้งให้ทราบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือ สิทธิที่จะแสดงพยานหลักฐานหรือจะอ้างพยานหลักฐานเพื่อขอให้เรียกพยานหลักฐานนั้นมาได้ แล้วแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหา) เมื่อคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการเสร็จ ให้รายงานผลการสอบสวนและความเห็นต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุถ้าผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา แล้วแต่กรณี

๔.๕ ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือนหรือลดเงินเดือนตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิดในกรณีมีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่สำหรับการลงโทษภาคทัณฑ์ให้ใช้เฉพาะกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้การลงโทษตามมาตรานี้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุ จะมีอำนาจสั่งลงโทษผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาในสถานโทษและอัตราโทษใดได้เพียงใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

๔.๖ ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนำมาประกอบการพิจารณาลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก

 

๕) โทษทางวินัย

มาตรา ๘๘  ข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ใดกระทำผิดวินัย จะต้องได้รับโทษทางวินัย เว้นแต่มีเหตุอันควรงดโทษตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๗ การดำเนินการทางวินัยโทษทางวินัยมี ๕ สถาน ดังต่อไปนี้

(๑) ภาคทัณฑ์

(๒) ตัดเงินเดือน

(๓) ลดเงินเดือน

(๔) ปลดออก

(๕) ไล่ออก

 

๖) ทั้งนี้อย่างไรก็แล้วแต่ มีกฎ ก.พ.ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๖ที่ต้องพิจารณาประกอบไปด้วย

 

 

จำนวนความคิดเห็นทั้งหมด : 1
1

 
Online:  23
Visits:  2,357,884
Today:  1,850
PageView/Month:  17,837